ประชาสัมพันธ์ ▶ ปฏิรูปตนเองก่อน ปฏิรูปสิ่งอื่น คิดบวก "คิดดี พูดดี ทำดี" ยุคของการเปลี่ยนแปลง คนดี ได้รับการยกย่อง คนชั่ว คนเลว ปรากฏให้เห็นและจะถูกกำจัด

วันพุธที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2564

หลักความเชื่อ

หลักความเชื่อของพุทธศาสนา

ปัญหาสำคัญที่ทำให้ผู้นับถือพุทธศาสนา ไม่สามารถเข้าใจคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้าได้ก็คือเรื่องความเชื่อ คือชาวพุทธส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันว่าพระพุทธเจ้าสอนให้เชื่อในคำสอนของพระองค์โดยไม่ต้องลังเลสงสัย รวมทั้งเราก็มักเชื่อกันว่าคำสอนที่บันทึกอยู่ในตำราพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นเป็นคำสอนที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า ซึ่งนี่เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจกันว่าความเชื่อเช่นไรจึงจะถูกต้องกันต่อไป

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่าคำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีอยู่ ๒ ระดับ คือ

๑. ระดับธรรมดา (หรือระดับศีลธรรม) ที่เป็นคำสอนในเรื่องการครองเรือน หรือการดำเนินชีวิตของเราตามปรกติ ที่มีผลเป็นความปกติสุข ไม่เดือดร้อน ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม ซึ่งคำสอนระดับศีลธรรมนี้จะเป็นคำสอนสำเร็จรูปที่แม้ไม่ต้องใช้ปัญญาพิจารณาก็สามารถนำคำสอนนี้ไปปฏิบัติได้ทันที โดยหลักคำสอนของศีลธรรมนั้นก็สรุปอยู่ที่การไม่เบียดเบียนผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่น การให้ทาน การรักษาศีล การเสียสละ การให้อภัย การทำหน้าที่การงานให้ถูกต้องด้วยความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ การละเว้นอบายมุข ละเว้นสิ่งเสพติด สิ่งฟุ่มเฟือย และสอนให้ประหยัดอดออม เป็นต้น นั่นเอง

คำสอนระดับศีลธรรมนี้จะเอาไว้สอนแก่คนธรรมดาที่มีปัญญาค่อนข้างน้อย อย่างเช่นชาวบ้านทั่วๆไป หรือเด็กๆ โดยระดับศีลธรรมนี้จะไม่เน้นเรื่องความเชื่อ คือใครจะเชื่ออย่างไรก็ได้ ขอเพียงไม่ทำความชั่ว แล้วทำแต่ความดีเท่านั้นก็พอ อย่างที่ชาวพุทธส่วนใหญ่กระทำกันอยู่ อย่างเช่นที่เชื่อกันว่าเมื่อทำความดีไว้ในชาตินี้ เมื่อตายไปแล้วจะได้ไปเกิดเป็นเทวดาอยู่บนสวรรค์(ที่เชื่อกันว่าอยู่บนฟ้า) หรือเมื่อทำความชั่วไว้ในชาตินี้ เมื่อตายไปแล้วก็จะตกนรก(ที่เชื่อกันว่าอยู่ใต้ดิน) หรือถ้าหมดกิเลส เมื่อตายแล้วก็จะนิพพาน(นิพพานนี้บางคนก็เชื่อว่าเป็นการดับสูญไปเลย แต่บางคนก็เชื่อว่าเป็นเมืองหรือสภาวะที่มีแต่ความสุขอยู่ชั่วนิรันดร) เป็นต้น

๒.ระดับสูง (หรือระดับลึกซึ้งสูงสุด) ที่เป็นคำสอนในเรื่องการดับทุกข์ของชีวิตในปัจจุบัน ซึ่งก็ได้แก่คำสอนในเรื่องอริยสัจ ๔ ซึ่งคำสอนเรื่องการดับทุกข์นี้จัดเป็นคำสอนที่สำคัญที่สุดของพระพุทธเจ้า ซึ่งคำสอนระดับสูงนี้จะเน้นเรื่องความเชื่อมาก โดยจะสอนให้ใช้ปัญญานำหน้าความเชื่อ และจะเอาไว้สอนเฉพาะผู้ที่มีปัญญาเท่านั้น ถ้าสอนคนมีปัญญาน้อยเขาก็จะรับไม่ได้เพราะยังมีสติปัญญาไม่เพียงพอ เหมือนสอนเรื่องยากๆให้กับเด็ก อย่างเช่นถ้าสอนเด็กว่าร่างกายของเราจริงๆแล้วมันไม่มี มันมีแต่ดิน น้ำ ความร้อน และก๊าซที่มารวมตัวกันสร้างขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งเด็กจะไม่เข้าใจ เพราะเด็กก็เห็นอยู่ว่ามีร่างกายอยู่จริงๆ เป็นต้น ซึ่งจุดแรกในการสร้างปัญญาของคำสอนระดับสูงก็คือเรื่องความเชื่อ โดยพระพุทธเจ้าได้วางหลักในการสร้างความเชื่อไว้โดยสรุปดังนี้

๑. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ได้ยินได้ฟังมา

๒. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า เป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่โบราณ

๓. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า กำลังล่ำลือกันอยู่อย่างกระฉ่อน

๔. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า มีบันทึกไว้ในตำรา

๕. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า คาดเดาตามสามัญสำนึก

๖. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า คาดคะเนตามเหตุที่แวดล้อม

๗. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า การตรึกตรองตามหลักเหตุผล

๘. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า เข้ากันได้กับความเห็นที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว

๙. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดนั้นดูภายนอกมีความน่าเชื่อถือ

๑๐. อย่าเชื่อว่าเป็นความจริงเพียงเพราะเหตุว่า ผู้พูดนี้คือครูอาจารย์ที่เรานับถือ

เมื่อใดที่เรารู้ด้วยตนเองว่า ธรรม(คำสอน)เหล่านี้เป็นอกุศล(ผิด, ไม่ดีงาม), ธรรมเหล่านี้มีโทษ, ธรรมเหล่านี้วิญญูชน (ผู้มีสติปัญญาและมีใจเป็นกลาง) ติเตียน, ธรรมเหล่านี้ถ้ากระทำถึงมาตรฐานของมันแล้ว เป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล พึงละเว้นธรรมเหล่านี้เสีย ส่วนธรรมเหล่าใด ที่เรารู้ด้วยตนเองว่า ธรรมเหล่านี้เป็นกุศล(ถูกต้อง,ดีงาม) ธรรมเหล่านี้ไม่มีโทษ, ธรรมเหล่านี้วิญญูชนสรรเสริญ, ธรรมเหล่านี้ถ้ากระทำถึงมาตรฐานของมันแล้ว เป็นไปเพื่อความสุข เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล พึงเข้าถึงธรรมเหล่านั้น.

เหตุที่ไม่ให้เชื่อจากการฟังคนอื่นเขาบอกต่อๆกันมาหรือทำตามๆกันมา ก็เพราะมันอาจจะผิดพลาดเอาตอนที่บอกกันต่อๆมาหรือทำกันต่อๆมาก็ได้ ส่วนคำเล่าลือนั้นคนที่มีสติปัญญาเขาไม่ทำกัน มีแต่คนโง่ที่ชอบเล่าลือหรือแต่งเรื่องให้น่าตื่นเต้นเพื่อหวังผลประโยชน์เท่านั้น คำเล่าลือจึงเชื่อถือไม่ได้ ยิ่งสมัยนี้สื่อต่างๆชอบประโคมข่าวให้น่าตื่นเต้น เราก็ต้องระวังอย่าไปหลงเชื่อ

แม้ตำราก็ยังต้องระวัง เพราะการคัดลอกมาก็อาจจะผิดพลาดมาก่อนจะมาถึงเราแล้วก็ได้ หรือตำรานั้นอาจถูกแก้ไขแต่งเติมให้ผิดไปจากเดิมแล้วก็ได้โดยเราไม่รู้มาก่อน ส่วนเหตุผลตรงๆหรือแม้เหตุผลแวดล้อมที่ดูว่าน่าเชื่อถือมากที่สุดเราก็ยังเชื่อไม่ได้ เพราะถ้าเหตุมันผิด ผลมันก็จะพลอยผิดตามไปด้วย

ส่วนสามัญสำนึกของเรานั้นยังเป็นแค่เพียงความรู้สึกต่ำๆหรือธรรมดาๆของจิตใต้สำนึกเท่านั้น อย่างเช่นเมื่อเราได้รับการเอาใจหรือเยินยอจากใคร เราก็จะรู้สึกว่าเขาเป็นคนดี และเราก็จะเชื่อใจเขา ซึ่งก็ไม่แน่ว่าคนที่เขามาเอาใจเราหรือเยินยอเราอยู่นั้น เขาอาจจะกำลังหลอกลวงเราอยู่ก็ได้ หรือคนที่เรารู้สึกไม่ชอบ แต่เขาอาจจะเป็นคนดีก็ได้ เป็นต้น ดังนั้นสามัญสำนึกของเราจึงยังเชื่อถือไม่ได้เพราะมันอาจหลอกเอาได้

บางทีเรามีความเห็นอย่างใดอยู่ก่อนแล้ว เมื่อมีใครมาบอกมาสอนแล้วมันตรงกับความเห็นที่เรามีอยู่เราก็เชื่อ ซึ่งถ้าความเห็นของเรานั้นมันผิดมาก่อนโดยเราไม่รู้ตัว ความเชื่อนั้นก็จะผิดตามไปด้วย หรือแม้คนที่มาบอกมาสอนนั้นดูแล้วน่าเชื่อถือ เช่น เขามีผู้คนเคารพนับถือมาก หรือเขามีปริญญา มีความรู้ด้านนี้มากที่สุด เป็นต้นก็ตาม ก็ยังเชื่อถือไม่ได้ เพราะคนที่มาบอกมาสอนนั้น เขาเองก็อาจจะมีความเห็นผิดมาก่อน โดยเขาเองก็อาจไม่รู้ตัวก็ได้ ถ้าเราเชื่อถือเขา เราก็ย่อมที่จะเกิดความเห็นผิดตามเขาไปด้วย

แม้แต่ครูอาจารย์ของเราเองก็ตาม ถ้าเขามีความเห็นผิดมาก่อนโดยเขาเองก็ไม่รู้ตัว แล้วเราเชื่อครูอาจารย์ เราก็จะพลอยเกิดความเห็นผิดตามครูอาจารย์ไปด้วยทันที ซึ่งการไม่เชื่อครูอาจารย์นี้เรามักจะคิดว่าเป็นการเนรคุณ แต่เราต้องแยกให้ออกว่าการเนรคุณก็คือการทำให้ผู้มีพระคุณเป็นทุกข์ ส่วนการที่เราไม่เชื่อท่านเพราะท่านอาจจะมีความเห็นผิดมาก่อนนั้นไม่จัดว่าเป็นการเนรคุณ

หลักความเชื่อนี้จะแนะนำเราว่า “อย่าเชื่อจากเพราะเหตุเพียงแค่นั้น” (คือจากแต่ละข้อ) เพราะความเชื่อในแต่ละข้อนั้นมันมีโอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดได้ทั้งสิ้น ถ้ามันผิดมาก่อนแล้วเราเชื่อตาม เราก็จะเกิดความเห็นผิดไปด้วยโดยไม่รู้ตัว แล้วการปฏิบัติของเราก็จะผิดตามไปด้วย และเมื่อมีการปฏิบัติผิด ผลมันก็ย่อมที่จะผิดตามไปด้วยเสมอ แต่ถึงแม้บังเอิญเราจะได้คำสอนที่ถูกต้องมา แล้วเรานำเอามาปฏิบัติโดยไม่ใช้การพิจารณาไตร่ตรองให้เกิดความเข้าใจเสียก่อน การปฏิบัตินั้นก็ย่อมที่จะเป็นการปฏิบัติที่ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งมันก็อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้โดยง่าย

หลักการสร้างความเชื่อที่ถูกต้องก็คือ เมื่อเราได้เรียนรู้คำสอนใดมา ขั้นต้นเราก็ต้องนำมาพิจารณาไตร่ตรองดูก่อนว่ามีประโยชน์หรือมีโทษ ถ้าเห็นว่ามีโทษ ก็ให้ละทิ้งเสีย แต่ถ้าเห็นว่ามีประโยชน์ก็ให้นำเอามาทดลองปฏิบัติดูก่อน ถ้าปฏิบัติตามอย่างเต็มความสามารถแล้วก็ยังไม่บังเกิดผล ก็ให้ละทิ้งอีกเหมือนกัน แต่ถ้าปฏิบัติตามแล้วบังเกิดผลจริง จึงค่อยเชื่อและรับเอาไปปฏิบัติให้ยิ่งๆขึ้นต่อไป

จุดสำคัญหลักความเชื่อนี้เราต้องเข้าใจว่า “ไม่ได้ห้ามว่าไม่ให้ศึกษาคำสอนใดเลย” คือเราสามารถศึกษาคำสอนของใครๆก็ได้ทั้งสิ้น คือให้เอาคำสอนนั้นมาไตร่ตรองพิจารณาก่อน ถ้าเห็นว่าไม่มีโทษและมีประโยชน์ ก็ให้นำเอามาทดลองปฏิบัติดูก่อน เมื่อได้ผลจึงค่อยเชื่อ แต่ถ้าไม่ได้ผลก็อย่าเชื่อ อย่างเช่น คำสอนที่ว่า เมื่อจิตเกิดกิเลส (คืออยากได้ หรืออยากทำลาย หรือลังเลใจ) ขึ้นเมื่อใด จิตก็จะเกิดความเร่าร้อนทรมาน หรือเป็นทุกข์ขึ้นมาทันที แต่ถ้าเมื่อใดที่จิตไม่มีกิเลส จิตก็จะสงบเย็น (นิพพาน-ทุกข์ดับ) เป็นต้น ซึ่งเมื่อเราสังเกตจากจิตของเราจริงๆแล้วก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงๆ เราก็เชื่อได้ว่าคำสอนนี้ถูกต้อง ส่วนคำสอนที่ว่าถ้าหมดกิเลสแล้วตายไปจึงจะนิพพานนั้น เราไม่สามารถพิสูจน์หรือพบเห็นได้จริงในปัจจุบันเราก็อย่าเชื่อ หรืออย่าสนใจ เพราะไม่เป็นประโยชน์แก่เราในปัจจุบัน ถ้าเราเชื่อและมัวลุ่มหลงปฏิบัติตาม โดยหวังว่าจะได้นิพพานเมื่อตายไปแล้ว ก็ย่อมที่จะทำให้เรายังคงมีทุกข์ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป ซึ่งความเชื่อเช่นนี้จัดว่ามีโทษอย่างยิ่ง

การศึกษาพุทธศาสนาในระดับสูงในเรื่องการดับทุกข์นั้น เราจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเริ่มต้นด้วยการสร้างความเชื่อด้วยปัญญานี้เสียก่อนเท่านั้น เราจึงจะเกิดความเข้าใจพุทธศาสนาได้อย่างถูกต้องแท้จริง แต่ถ้าเราข้ามจุดนี้ แล้วไปสร้างความเชื่อขึ้นโดยไม่ใช้ปัญญา เราก็จะเสี่ยงกับการได้รับคำสอนที่ผิด แล้วก็จะทำให้เรายึดติดกับคำสอนที่ผิดนั้นอย่างเหนี่ยวแน่นโดยไม่รู้ตัว ซึ่งก็จะทำให้เราต้องเสียโอกาสที่จะได้รับรู้คำสอนที่ถูกต้องไปอย่างน่าเสียดาย

หลักความเชื่อนี้จัดว่าเป็นหลักวิทยาศาสตร์ และเป็นหลักในการสร้างคนให้เป็น “อัจฉริยะทางด้านความคิด” เพราะหลักการนี้จะทำให้เรามีอิสระทางความคิดอย่างเต็มที่ แล้วก็ไม่เป็นทาสทางสติปัญญาของใคร แม้แต่ของพระพุทธจ้าเองก็ตาม ซึ่งหลักความเชื่อนี้เองที่จะเป็นเครื่องตรวจสอบว่าคำสอนใดถูก คำสอนใดผิด แม้คำสอนของพุทธศาสนาเองเราก็ยังต้องตรวจสอบ เพราะมันอาจจะมีความผิดพลาดมาแล้วก่อนที่จะมาถึงเราแล้วก็ได้ ถ้าเราเชื่อจากตำราหรือจากคนอื่น ก็อาจจะทำให้เราเกิดความเห็นที่ผิดขึ้นมาได้ ซึ่งนี่ก็แสดงว่าเราไม่เชื่อพระพุทธเจ้า ที่ทรงสอนว่าอย่าเชื่อจากใครๆแม้จากตัวเองหรือจากผู้สอนเองก็ตาม จึงขอฝากเรื่องความเชื่อนี้ให้ผู้มีปัญญาทั้งหลายนำเอาไปคิดพิจารณา เพื่อที่จะได้สร้างความเชื่อที่ถูกต้องให้เกิดขึ้นกันต่อไป.

วันจันทร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2564

ไทยเริ่มผลิตวัคซีน "โควิด-19" ในประเทศแล้ว




กระทรวงสาธารณสุข เผยไทยเริ่มผลิตวัคซีน "โควิด-19" ในประเทศแล้ว โดยเป็นวัคซีนที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด และบริษัทแอสตราเซเนกา

วันที่ 3 ม.ค. 2564 ที่ศูนย์ปฏิบัติการด้านข่าวโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ พร้อมด้วย นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และ ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด แถลงข่าวความคืบหน้าการจัดหาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19

นายแพทย์ศุภกิจ กล่าวว่า รัฐบาลไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับหลายฝ่ายเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับวัคซีนในเวลาไม่ช้ากว่าประเทศส่วนใหญ่ โดยตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา คณะกรรมการขับเคลื่อนการจัดหาวัคซีนโควิด-19 เพื่อคนไทย ได้เตรียมการหาข้อมูล วางเป้าหมาย วิธีการทำงาน มีกลไกต่างๆ ที่จะทำให้ได้วัคซีนมา ตั้งแต่ยังไม่ทราบผลการวิจัยวัคซีนชนิดใดที่จะประสบความสำเร็จ ตั้งเป้าหมายฉีดวัคซีนให้คนไทยโดยรัฐ ฟรีไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของประชากร หรือประมาณ 70 ล้านโดส โดยได้ทำสัญญาจองซื้อวัคซีนล่วงหน้าจำนวน 26 ล้านโดส กับบริษัทแอสตราเซเนกา ซึ่งใช้เทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

ขณะนี้อยู่ระหว่างถ่ายทอดกระบวนการผลิตให้กับบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด คาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบได้ภายในปลายเดือนพฤษภาคม อีกร้อยละ 30 อยู่ระหว่างการเจรจากับ COVAX Facility ทำข้อตกลงกับบริษัทผลิตวัคซีนที่คาดว่ามีโอกาสนำมาใช้ได้ รวมทั้งได้เจรจากับบริษัทอื่นๆ เช่น ไฟเซอร์, โมเดอร์นา, บริษัทจากประเทศจีน หรืออาจขอซื้อเพิ่มจากแอสตราเซเนกา เพื่อให้ได้วัคซีนตามเป้าหมาย

นอกจากนี้ มีข่าวดีว่าจะได้รับวัคซีนจากบริษัทซิโนแวค ประเทศจีน 2 ล้านโดส โดยได้รับปลายเดือนกุมภาพันธ์ประมาณ 200,000 โดส ปลายเดือนมีนาคม 800,000 โดส และปลายเดือนเมษายนอีก 1 ล้านโดส

สำหรับเวลานี้วัคซีนมีจำนวนไม่มาก แม้แต่ประเทศที่เริ่มฉีดแล้วก็เริ่มทยอยฉีด ไม่สามารถฉีดพร้อมกันได้ในครั้งเดียว ไม่ใช่สินค้าที่จะหาซื้อได้ทั่วไปในตลาด ที่สำคัญคือจะต้องมีระบบควบคุมคุณภาพและความปลอดภัย จะไม่มีการซื้อวัคซีนจากโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีผลการทดลองเฟส 3 รองรับ บริษัทเอกชนที่จะนำมาจำหน่ายต้องขึ้นทะเบียนกับ อย. ที่สำคัญคือทุกลอตที่จะออกสู่ท้องตลาดต้องได้รับการรับรองคุณภาพจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เป็นการคุ้มครองผู้บริโภค

ทางด้าน นายแพทย์นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ทั่วโลกมีวัคซีนโควิด-19 ที่ได้รับการอนุญาตให้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน (EUA) แล้วจากผู้ผลิต 9 ราย 4 ชนิดวัคซีน เช่น mRNA, Viral Vector, Inactivated และ Sub unit protein ในประเทศไทยจะยอมรับการขึ้นทะเบียนที่มีผลของเฟส 3 มีประสิทธิผลที่ชัดเจน โดยวัคซีนที่มีการขึ้นทะเบียนและได้รับการยอมรับมีเพียง 3 ชนิด คือ ของบริษัทไฟเซอร์ (Pfizer), โมเดอร์นา (Moderna) และแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) ที่เหลือเป็นการขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉิน โดยใช้ผลการทดลองเฟส 2 เท่านั้น

แม้วัคซีนของจีนและรัสเซียที่ขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้าตั้งแต่ ก.ค.-ส.ค. 2563 ก็ยังไม่มีผลเฟส 3 อย่างเป็นทางการออกมา และวัคซีนโควิด-19 ที่มีอยู่ในปัจจุบันทุกชนิดยังไม่สิ้นสุดการทดลอง ซึ่งทั้งของไฟเซอร์ และโมเดอร์นา ก็ยังต้องมีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องเพื่อดูประสิทธิผลของวัคซีนหลังสามเดือน ในขณะที่ของแอสตราเซเนกาที่ไทยจองซื้อ ได้รับอนุมัติทะเบียนให้ใช้วัคซีนในกรณีฉุกเฉินจากหน่วยงานควบคุมกำกับของอังกฤษแล้ว เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2563

สำหรับข่าว 10 ประเทศทั่วโลกที่ได้รับวัคซีนไปแล้วมากกว่า 5 ล้านโดสนั้น เกิดจากการจองวัคซีนล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2563 โดยขณะที่ทำการจองนั้นยังไม่ทราบผลเบื้องต้นของการศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยของวัคซีน มีความเสี่ยงสูงมากที่วัคซีนจะไม่ประสบความสำเร็จ และไม่ได้รับวัคซีน สำหรับประเทศไทย การจองวัคซีนล่วงหน้าก่อนทราบผลเฟส 3 โดยมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับวัคซีนนั้น ได้อาศัยการออกประกาศใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ.2561 เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 และได้จองวัคซีนเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2563

ทั้งนี้ ไม่ได้มีการปิดกั้นภาคเอกชนในการนำเข้าวัคซีนมาจำหน่ายในประเทศ โดยทำตามกระบวนการที่จะต้องได้รับการอนุมัติจาก อย. เพื่อเป็นการประกันว่าวัคซีนนั้นมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัย และเป็นไปตามมาตรฐานสากล รวมทั้งได้มีแผนรองรับการขึ้นทะเบียนวัคซีนเพื่อใช้ในกรณีฉุกเฉิน โดย อย.ได้มีการเตรียมความพร้อมและกำหนดแนวทางการขึ้นทะเบียนแบบฉุกเฉินไว้แล้ว สามารถประสานขอข้อมูลส่วนนี้ได้จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ทางด้าน ดร.ทรงพล ดีจงกิจ กรรมการผู้จัดการบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า บริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ ได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีจากบริษัท แอสตราเซเนกา ตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม 2563 ได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านสถานที่ โรงงาน วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ เครื่องจักร ปัจจุบันอยู่ในขั้นการทดสอบการผลิตเพื่อให้ได้วัคซีนที่มีคุณภาพดี มีมาตรฐานเทียบเท่ากับมาตรฐานกลาง ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับโรงงานผลิตทั่วโลก ภายใต้บริษัท แอสตราเซเนกา มีกำลังผลิตประมาณ 200 ล้านโดสต่อปี หรือเดือนละ 15 ถึง 20 ล้านโดส

ทั้งนี้ จะมีการทดสอบใน 5 รอบการผลิต แต่ละรอบผลิตห่างกัน 14 วัน ใช้เวลารอบละ 120 วัน (4 เดือน) เป็นการผลิต 60 วัน และอีก 60 วันสำหรับการตรวจสอบวิเคราะห์คุณภาพ โดยผลิตรอบแรกเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมา กำลังดำเนินการผลิตรอบที่ 2 เมื่อผลิตครบ 5 รอบ จะนำผลยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการองค์การอาหารและยาเพื่อพิจารณาอนุมัติ

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดในการผลิตวัคซีนคือ คุณภาพ และความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจในประสิทธิภาพและความปลอดภัย ซึ่งเป็นไปตามแผนที่วางไว้ และจะมีการรายงานความคืบหน้าเป็นระยะ.

วันอาทิตย์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2564

วัคซีนต้านโควิค-19 ลิขสิทธิ์ยา กับเกมการเมือง ของสองประเทศมหาอำนาจ


ลิขสิทธิ์ยา และเกมการเมือง ของสองประเทศมหาอำนาจ

การผูกขาดผลประโยชน์ ของลิขสิทธิ์ยา ที่มีมายาวนาน..ต้องสั่นคลอน

วัคซีน Pfizer / Biontech ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นสำหรับการใช้ แต่รีบนำออกมาใช้ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) อนุมัติการรับรองเป็นกรณีฉุกเฉิน 

วัคซีน Sinovac Biotech บริษัทเภสัชกรรมของรัฐบาลจีน ที่ทางการจีนรับรองและฉีดให้กับประชาชน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนั้นยังส่งไปยังประเทศต่างๆเช่น ลาว อินโดนีเซีย ตรุกี ฯลฯ จีนยังประกาศวางจำหน่ายวัคซีน Sinopharm ในตลาด แบบมีเงื่อนไข

คงได้คำตอบ...ในข้อสงสัยมากขึ้น..วัคซีนยังไม่พร้อมใช้เพราะยังไม่มีผลสรุปทางด้านผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น คือยังไม่ปลอดภัย100% แต่รีบนำออกมาใช้

ในขณะที่การพัฒนาวัคซีนโควิด-19 ใกล้จะประสบความสำเร็จ ประเด็นต่อมาที่ผู้คนทั่วโลกจับตามองคือ “ราคา” ของวัคซีน ที่มีดีมานด์สูงเป็นประวัติการณ์นี้


ขอบคุณ ภาพที่มา  : The Standard

ราคาวัคซีนต้านโควิด-19

สำหรับราคาของวัคซีนจากกลุ่มผู้พัฒนาตัวเต็งที่ใกล้ประสบความสำเร็จนั้นมีราคาแตกต่างกันตั้งแต่ 3-4 ดอลลาร์สหรัฐ ไปจนถึง 25-37 ดอลลาร์สหรัฐ

โดยวัคซีนจากบริษัทไฟเซอร์นั้น สำนักข่าว ฟอร์บส์ ระบุ จะมีราคาอยู่ที่ 19.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส (590 บาท) หรือ 39 ดอลลาร์สหรัฐ (1,181บาท) ต่อ 1 คน เนื่องจากต้องใช้ 2 โดสต่อคน

ส่วนวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกา สำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ รายงานว่า มีราคาประมาณ 3-4 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส (90-121 บาท) หรือ 6-8 ดอลลาร์สหรัฐ (181-242 บาท) สำหรับ 2 โดสต่อคน

สำหรับวัคซีนของบริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน สำนักข่าว ซีเอ็นบีซีรายงานว่า อยู่ที่ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส (302 บาท) โดยฉีดเพียงแค่ 1 โดสต่อคน

ด้านวัคซีนของบริษัทโมเดอร์นา จะมีราคาประมาณ 25-37 ดอลลาร์สหรัฐต่อโดส ( 757-1,120 บาท) หรือ 50-64 ดอลลาร์สหรัฐ (1.514-2,240บาท) ต่อ 1 คน เนื่องจากต้องใช้ 2 โดสต่อคน

จีนย้ำคำเดิม "แบ่งปัน วัคซีนต้านโควิด-19 ให้ทั่วโลก ในราคาสมเหตุสมผล"

วังเหวินปิน โฆษก กระทรวงต่างประเทศจีน เปิดเผย จีนจะส่งมอบวัคซีนโดยให้ความสำคัญกับประเทศกำลังพัฒนาก่อน ผ่านวิธีการหลากหลาย ซึ่งรวมถึงบริจาคและสนับสนุนโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย

“วัคซีนของหลายประเทศยังอยู่ระหว่างการพัฒนา จึงยังไม่แน่นอนว่าพวกเขาจะกำหนดราคาอย่างไร แต่มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับจีน นั่นคือเราจะส่งมอบวัคซีนให้นานาประเทศในฐานะสินค้าสาธารณะระดับโลก ด้วยราคาที่ยุติธรรมและสมเหตุสมผล” โฆษกกระทรวงต่างประเทศ กล่าว

สำหรับราคาวัคซีนต้านโควิด-19 ของจีนราคาคงไม่แพง และยังมี "เงื่อนไข พิเศษ"สำหรับประเทศพันธมิตรทางด้านการเมือง

"บ่อนเถื่อน" การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ที่ยากต่อการควบคุม


 "บ่อนเถื่อน"เป็นพิษร้าย ที่ยากต่อการรักษาให้หายขาด เพราะผลประโยชน์จำนวนมากทำให้ผู้ที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง ปล่อยปะละเลย มาตลอดทุกยุคสมัย ไม่สามารถปราบปรามให้หมดสิ้นไปได้..

การแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 จากคนที่ไปเล่นพนันในบ่อนเถื่อนที่ระยอง สะท้อนให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น...

สิ่งที่ผิดกฏหมาย คือ "พิษร้ายในสังคม"

การนำเสนอเรื่องนี้ เพื่อให้เห็นถึงมาตรการต่างๆที่ยากต่อการควบคุมโรคระบาดเชื้อโรคโควิด-19 คือ สถานที่มั่วสุมของคนจำนวนมาก และเป็นสิ่งที่ผิดกฏหมาย ไม่สามารถติดตามไทม์ไลน์ได้ 

"บ่อนเถื่อน" การปกผิดข้อมูลทั้งของผู้เล่นและเจ้าของบ่อน ทำให้ไม่ทราบข้อมูลที่ชัดเจน ในการติดตามตัวเพื่อมา ควบคุมตรวจรักษา

คนเล่นพนันที่มีหลายหลายกลุ่ม แม่บ้าน พ่อค้า แม่ค้า ข้าราชการ ลูกจ้าง แรงงาน คนทำงานกลางคืน ฯลฯ

พนักงานที่ทำงานในบ่อนเถื่อน ยังมีต่างด้าว เข้ามาทำงานในหลายหน้าที่

แหล่งที่มาของคนเล่นที่มาจากหลายพื้นที่  ที่พักอาศัย การรวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน และพฤติกรรม การเดินสายย้ายไปเล่นในบ่อนต่างๆ การไปดื่มกิน เที่ยวเตร่ หลังการเข้าไปเล่นพนัน ล้วนยากต่อการติดตามเส้นทางพฤติกรรมของคนเล่นพนันทั้งนั้น

จึงเป็นที่มาว่า การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 จากคนเล่นพนัน "บ่อนเถื่อน"ยากต่อควบคุมได้ในแบบปกติ




กรุงไทยออกมาแจงธนบัตรที่ระลึก 1000 แลกคืนหรือรับฝากได้ทุกกรณี

จากกรณีที่โลกออนไลน์ มีการแชร์ภาพหน้าประตูธนาคารกรุงไทย ที่มีกระดาษพิมพ์ข้อความว่า "ธนบัตรที่ระลึกฉบับละ 1,000 บาท ไม่รับฝาก หรือคืนทุกกรณี" นั้น กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในโลกออนไลน์ ซึ่งหลายคนระบุว่า ธนบัตรดังกล่าว สามารถใช้หนี้ได้ตามกฎหมาย แต่ทำไมธนาคารไม่รับฝาก-แลก สรุปแล้วธนบัตรที่ระลึกนี้ใช้ได้หรือไม่

เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 2 มกราคม 2563  ได้สอบถามไปยังธนาคารกรุงไทย โดยมีข้อชี้แจงดังนี้

- ธนบัตรที่ระลึก สามารถใช้งาน แลกเปลี่ยนได้ตามปกติเหมือนธนบัตรทั่วไป

- หากมีความประสงค์ขอแลกธนบัตร สามารถติดต่อได้ที่ธนาคารกรุงไทยทุกสาขา

- ธนบัตรที่ระลึก สามารถแลกเป็นธนบัตรปกติได้

สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ทางธนาคารกรุงไทยอยู่ระหว่างประสานงานไปยังสาขาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

ล่าสุด 3 ม.ค.64  สมาคมธนาคารไทย ชี้แจงหากประชาชนต้องการแลกเปลี่ยนธนบัตรที่ระลึกเป็นธนบัตรหมุนเวียนปกติ สามารถติดต่อขอแลกหรือนำฝากได้ที่สาขาธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ชี้แจงกรณีมีข่าวประชาชนนำธนบัตรที่ระลึกไปแลกที่สาขาธนาคารและสาขาธนาคารไม่รับแลก ดังนี้

1. ธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 1000 บาท และ 100 บาท สามารถใช้ชำระหนี้ได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับธนบัตรหมุนเวียนปกติทุกประการ

2. สาขาธนาคารสามารถให้บริการรับฝาก แลก และรับชำระหนี้ได้ตามปกติ เช่นเดียวกับธนบัตรหมุนเวียนปัจจุบัน

3. ธนบัตรที่ระลึกรุ่นนี้ ปัจจุบันไม่สามารถใช้กับเครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติได้ เพราะแต่ละธนาคารต้องมีการแก้ไขและปรับปรุงโปรแกรม ให้สามารถตรวจสอบธนบัตรที่ระลึกที่เครื่องรับฝากเงินอัตโนมัติทั่วประเทศ เนื่องจากธนบัตรที่ระลึก มีการจัดพิมพ์ในปริมาณจำกัด

ดังนั้น หากประชาชนต้องการฝากธนบัตรที่ระลึก สามารถติดต่อขอฝากได้ที่สาขาของธนาคารทั่วประเทศ

ทั้งนี้ หากมีข้อสงสัยประการใด สามารถติดต่อสอบถามได้ที่สาขา หรือ Call Center ของธนาคารที่ท่านใช้บริการ



วันเสาร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2564

การปกครองคนจำนวนมาก

ความต้องการของมนุษย์ไม่มีสิ้นสุด..ความคิด การจินตนาการเพื่อสนองความต้องการของตนเอง โดยลืมนึกถึงปัจจัยของแต่ละคนต่างกัน  เมื่อมาอยู่รวมกันเป็นสังคมหมู่มาก ปัญหาต่างๆก็จะตามมา เพราะความต้องการของคนนั้นไม่มีที่สิ้นสุดและไม่รู้จักที่พอในสิ่งที่ตนเองมีอยู่

ระบอบการปกครองเพื่อให้คนจำนวนมากอยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข ภายใต้เงื่อนไขและกฏเกณฑ์ ที่นำใช้บังคับ  แต่ทุกอย่างไม่สามารถบังคับให้คนเราหยุดคิด หยุดความต้องการของตนเองได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งเรียกร้องในสิ่งที่ตนเองอยากได้

ดังนั้นในทุกระบอบการปกครอง ย่อมมีการเรียกร้อง เพื่อสนองความต้องการของตนเอง ให้แก้ไข กฏ ระเบียบใหม่

นโยบายการบริหารจัดการจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ต้องสนองความต้องการ ในหลักพื้นฐานของการดำรงชีวิตของคนทั้งหมด สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข..

โธมาส ฮอบส์ ( Thomas Hobbes ) กล่าวว่า ” ธรรมชาติของคนนั้นป่าเถื่อน เห็นแก่ตัว ขี้โม้โอ้อวดตน ต่ำช้า หยาบคาย เอาแต่ใจตัวเอง ยื้อแย่งแข่งดีกันโดยไม่มีขอบเขต อายุสั้น แต่ถ้าพบกับความทุกยากแล้ว คนจึงจะลดความเห็นแก่ตัวลงและสังคมจะช่วยให้เขาดีขึ้น

จอห์น ล็อค ( John Lock ) กลับมีแนวความคิดเห็นตรงกันข้ามว่า ” มนุษย์โดยธรรมชาติเป็นคนดี ไม่ได้มีความเห็นแก่ตัว ส่วนความไม่ดีนั้นเกิดจากสภาพแวดล้อมของเขา ”

พระบรมราโชวาท พ่อหลวง ร.9 "คนดี"

พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ตลอด ๗๐ ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ มีมากมายนับไม่ถ้วน ทุกพระราชดำรัส ทุกถ้อยคำ ทุกประโยค ล้วนทำได้จริง ทำได้เลย และทำแล้วดีต่อชีวิต เป็นประโยชน์ และสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับตัวเอง หากทำได้ ฉันถือว่าเป็นมงคลหนึ่งที่พระองค์พระราชทานให้โดยไม่หวังสิ่งใดตอบแทน เพียงอยากให้สังคมไทยอุดมไปด้วยคนที่คิดดี ทำดี นั่นย่อมนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ

ตัวอย่างพระบรมราโชวาทที่พระองค์พระราชทานให้ในโอกาสต่างๆ และขอขยายความในสิ่งที่พระองค์ตรัส ตามความเข้าใจที่อาจไม่แตกฉานนักของฉันเอง เพียงหวังให้เราทุกคน ซึมซับ รับรู้ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในชีวิตการทำงาน เพื่อสร้างความเจริญก้าวหน้าในอาชีพ

พระบรมราโชวาทที่ยกมานี้ ถือว่าเป็นหลักคิดที่ดีงามในการนำไปใช้ในการทำงาน เชื่อแน่ว่า…ไม่ว่าเป็นนายจ้าง หรือลูกจ้าง ทุกข้อ หากนำไปปฏิบัติใช้ ก็เกิดผลดีกับชีวิต และสร้างความเจริญรุ่งเรืองในอาชีพการงานได้อย่างมั่นคง วันนี้ขอยกพระบรมราโชวาทในเรื่องของ “ความดี” มากล่าวเป็นอันดับแรก

คนดี

“ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

พระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี 11 ธันวาคม 2512

เรารู้ว่าสังคมเราทุกวันนี้ ไม่มีใครดีร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่มีใครเลวร้ายร้อยเปอร์เซ็นต์เช่นกัน

แต่องค์กรจะขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ก็ต้องอาศัยคนดี มีคุณธรรม ไม่มีองค์กรใด เจริญเติบโตได้ หากนายจ้างมีเพียงอำนาจ แต่ขาดคุณธรรม ในฐานะลูกจ้างก็เช่นกัน การปรับเปลี่ยน เลื่อนตำแหน่ง ต่อให้เรามองว่าในระบบงานของเรายังคงมีเรื่องของเส้นสายมาเกี่ยวข้อง เรื่องของการ “เลียแข้งเลียขา”

จงศรัทธาในความดี ไม่มีใครเติบโต และประสบความสำเร็จในชีวิตได้อย่างมั่นคง ด้วยการเหยียบหัวผู้อื่นเพื่อไปยืนอยู่บนที่สูง ความสำเร็จในองค์กร ไม่ได้เกิดขึ้นได้ด้วยคนๆ เดียว และไม่สามารถรักษาไว้ได้ด้วยอำนาจ ความมั่นคงในอาชีพการงาน…การยึดมั่นในความดีต่างหาก ที่จะเป็นเหมือนเสาเข็มปักลงไปให้แข็งแรงทนทาน เราอาจต้องพิสูจน์ความดีกันเกือบทั้งชีวิต

ในขณะที่บางคนก้าวไปยังปลายทางได้เลยด้วยแรงผลักดันจากพรรคพวก แต่จงเชื่อเถอะว่า…ไม่มีใครอยู่ในอำนาจได้นาน คุณธรรมความดีนั้นยั่งยืนกว่า ฉันมิได้เชื่อที่ผลกรรมอย่างเดียว แต่ฉันเชื่อว่า…ทุกองค์กรล้วนต้องการคนเก่ง คนมีความสามารถ คนฉลาด ต่อให้ก้าวมาด้วยวิธีใด ผลประกอบการ ผลงานก็คือตัวกำหนดทิศทาง หรือต่อให้ผลงานโดดเด่น สร้างความสำเร็จให้องค์กรเพียงใด

สิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่านั้นคือ “การสร้างพลังความศรัทธาให้เกิดขึ้นกับผู้ร่วมงาน” นายจ้างต้องทำให้ลูกจ้างรักและศรัทธา การทำงานเป็นทีม ก็ต้องทำให้เพื่อนร่วมทีมเชื่อ…ในความสามารถ และพร้อมจะลุยไปด้วยกัน หรือแม้จะเป็นลูกจ้างด้วยกัน การมีคุณธรรมความดีในหัวใจ สิ่งที่เราปฏิบัติกับผู้อื่น ปฏิบัติกับองค์กร ก็จะนำพาแต่สิ่งดีๆ มาสู่เรา ปฏิเสธไม่ได้ว่า…ความสำเร็จในหน้าที่การงาน ผลตอบแทนมิได้มีเพียงแค่ “เงินเดือน” “ค่าจ้าง” แต่มันคือ “ความรักในงานที่ทำ ความสุขในงานที่ทำ รอยยิ้มที่มีต่อกันระหว่างเพื่อนร่วมงาน และการมีหัวหน้าที่ดีมีคุณธรรม”

มองง่ายๆ เลยว่า “หากเราอยากให้หัวหน้างานเราเป็นแบบใด ก็จงทำตัวให้เป็นแบบนั้น”

อีกแง่มุมหนึ่งก็คือ…การเลือก หรือส่งเสริมให้คนดีๆ ได้มีบทบาทในการแสดงความสามารถในด้านที่เขาถนัด และเปิดโอกาสให้คนดี เข้ามามีบทบาทในการควบคุมคนไม่ดี หลายคนคงเคยได้ยินประโยคที่ว่า “คนเก่งน่ะหายากก็จริง แต่คนดีหายากยิ่งกว่า” ต่อให้คนเก่ง เก่งกว่า ก็ไม่สามารถนำพาองค์กรไปสู่ความสำเร็จได้

หากไม่สามารถสร้างแรงศรัทธา พูดง่ายๆ หากไม่สามารถทำให้ “ลูกน้องยอมตายถวายชีวิต เพื่อนายจ้าง” ได้ ความสำเร็จก็คงอยู่ได้ไม่นาน เพราะทุกองค์กรล้วนต้องอาศัยการทำงานเป็นทีมทั้งสิ้น

นอกจากนี้ยังมีอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งฉันคงไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือ “การเห็นแก่สินจ้างรางวัล” บางคนรู้ แยกแยะได้ว่าใครดี ใครไม่ดี โดยเฉพาะคนที่ให้สินจ้างรางวัลเพื่อผลักดันตัวเองไปสู่ตำแหน่งที่สูงกว่า มีไม่น้อยที่ได้รับการสนับสนุน มิใช่มาจากคำว่า “ศรัทธา” แต่มาจากคำว่า “ค่าตอบแทน” หรือ “เงินใต้โต๊ะ” ดังพระบรมราโชวาทของในหลวง ตรงพระดำรัสที่ว่า “ควบคุมคนไม่ดี ไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้”

พระองค์มีสายพระเนตรที่กว้างไกล พระองค์มองผลที่เกิดขึ้นในระยะยาว การยกย่อง เชิดชูคนไม่ดี ให้เข้ามามีอำนาจ บทบาทในองค์กร เพียงเพราะได้รับ “ค่าตอบแทน” พวกเขาหารู้ไม่ว่า…พวกเขากำลังนำพาความเดือดร้อนมิใช่เกิดกับองค์กรรวม แต่ความเดือดร้อนจะเกิดกับเราทุกคน “อำนาจที่ได้มาด้วยการแลกด้วยเงิน”

คุณค่าของเราทุกคนก็จะถูกตีราคาด้วยเงินเช่นกัน เราน่าจะนึกออกได้ว่า “หากเราทำงานกับนายจ้าง หรือหัวหน้า ที่ใช้เพียงอำนาจเงิน โดยไร้ซึ่งคุณธรรม เราต้องเจอกับอะไรบ้าง?” แล้วเราจะโทษใคร ในเมื่อเราเองที่เป็นคนเลือกเขาเหล่านั้น

นี่ฉันกำลังกล่าวถึงเรื่องการทำงานนะ แต่ดูเหมือนเส้นทางกำลังจะหันไปทางการเมือง เอาเป็นว่า…จงใช้สติ และสำนึกแห่งความดีงาม ตามคำสอนของพ่อ เลือก…คนที่ต้องมาทำงานกับเรา คนที่มาดูแลเรา คนที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันไปอีกนาน คนที่จะอดทน ต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับเรา คนที่เราจะยิ้มให้กันทุกวันในที่ทำงาน เพราะความสุข ความสำเร็จในชีวิตการทำงานของเรา มิได้หมายถึง “เราได้ทำงานกับคนดี”

แต่หมายถึง “เราได้เพิ่มกัลยาณมิตรเข้ามาในชีวิต” กัลยาณมิตรที่รายล้อมรอบตัวเรา เมื่อเราก้าวเท้าออกจากบ้าน ทีนี้…เรารู้หรือยังว่า…บุคคลเหล่านี้สำคัญแค่ไหนกับชีวิตเรา? เพราะนอกจากเวลาที่เราทุ่มเทให้กับครอบครัวแล้ว พวกเขาเหล่านี้…คือเวลาที่เหลือเกือบทั้งหมดของชีวิตเรา เวลาของการทำงาน!

นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า…พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิได้ก่อให้เกิดประโยชน์แก่องค์กรอย่างเดียว แต่สิ่งที่พระองค์ห่วงใยมากกว่านั้น…คือเราทุกคนในชาติ!

พระผู้เสด็จสู่สวรรคาลัย น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นอันหาที่สุดมิได้

ขอบคุณ ที่มา :https://learninghubthailand.com/

วันศุกร์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2564

วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน "วัคซีน ดีที่สุดในโลก"

เมื่อวิเคราะห์ถึงเหตุและผล จึงได้ข้อสรุป เชื่อว่า "โรคโควิด-19 เกิดจากการดัดแปลงพันธุกรรมในห้องปฏิบัติการโดยฝีมือมนุษย์"

การติดตามข่าวสาร ทั้งทางด้านการเมือง การทหาร เศรษฐกิจของโลก การเกิดโรคร้ายจากเชื้อไวรัส การพัฒนาและการกลายพันธุ์ของเชื้อโรคระบาด ตามธรรมชาติ การพัฒนาวัคซีน ป้องกันโรคระบาด

ประเทศที่มีเชื้อโรคโควิด-19 การกลายพันธุ์ใหม่ ที่แตกต่างกัน รักษายากขึ้นในประเทศ  สหรัฐอเมริกา อังกฤษ อินเดีย ญี่ปุ่น เป็นต้น ที่ตั้งของประเทศ สภาพอากาศจึงไม่ใช่สาเหตุหลักของการกลายพันธุ์ ตามธรรมชาติ แต่เป็นกลุ่มประเทศ ที่เป็นปรปักษ์ทางการเมือง กับประเทศต้นทางที่เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อโรคร้าย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ไม่สามารถหาต้นตอที่แท้จริงของการเกิดการระบาดภายในประเทศ

การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วในแต่ละประเทศ ปัญหาความล้ำเหลื่อมภายในประเทศ ของกลุ่มคน ที่อยู่อาศัยภายในประเทศนั้นๆ ชนชั้นที่มีการดูถูกเหยียดหยาม และจำกัดสิทธิการเข้าถึงสวัสดิการของรัฐ และพฤติกรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมายาวนาน ในเรื่องการป้องกันเชื้อโรคร้ายและการปกปิด ข้อมูลข่าวสารของเชื้อโรคร้าย เพื่อผลประโยชน์ ทางธุรกิจการค้ายา ลิขสิทธิ์ การผูกขาดยา

วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน "วัคซีน ดีที่สุดในโลก"

วัคซีนต้านโควิด-19 ของจีน เป็นเชื้อตาย**น่าคิด การเพาะเชื้อไวรัส จำนวนมาก**และผลิตวัคซีนออกมาจำนวนมาก

จีนคิดค้นยาเพื่อรักษาโรคร้ายต่างๆ เพื่อให้พลเมืองสามารถใช้ยารักษาโรคได้  การเข้าถึงยารักษาโรคร้ายได้ยาก เกิดจากปัญหาลิขสิทธิ์ และผูกขาดการค้ายารักษาโรคมานาน ของประเทศมหาอำนาจ

การแสดงให้ประชาสังคมของโลกได้เห็น การเข้าถึงยาเพื่อรักษาโรคร้าย จีนให้ความช่วยเหลือประเทศ ที่มีอาสาสมัคร ทดลองวัคซีน ในขั้นทดลองกับคน โดยส่งวัคซีน ชุดแรกไปให้ก่อนประเทศอื่นที่ร้องขอความช่วยเหลือ

การจำหน่ายและการซื้อยาวัคซีน เพื่อรักษาโรคต่างๆ มุ่งเน้นให้พลเมืองของโลก เข้าถึงได้ง่าย มีราคาถูก 

"วัคซีน ที่ดีที่สุดในโลก" คือยาที่ใช้ ป้องกันรักษาโรคร้ายให้หายขาด มีราคาถูก

จีนไฟเขียว 'วัคซีนโควิด-19' พัฒนาเองตัวแรก ประสิทธิภาพสูงถึง 79.34%

วันพฤหัสบดี (31 ธ.ค.) จีนประกาศอนุมัติวางจำหน่ายวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ที่พัฒนาขึ้นเองตัวแรกในตลาดแบบมีเงื่อนไขแล้ว

.วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ชนิดเชื้อตาย ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานบริหารเวชภัณฑ์แห่งชาติ (NMPA) ถูกพัฒนาโดยสถาบันผลิตภัณฑ์ทางชีววิทยาปักกิ่ง (Beijing Biological Products Institute) สังกัดกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติจีน (CNBG) ในเครือซิโนฟาร์ม (Sinopharm)
.
ทั้งนี้ กลไกร่วมป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 แห่งคณะรัฐมนตรีจีน แถลงว่าผลการทดลองทางคลินิกระยะ 3 บ่งชี้ว่าวัคซีนดังกล่าวมีประสิทธิภาพป้องกันโรคโควิด-19 สูงถึงร้อยละ 79.34 ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และสำนักงานบริหารเวชภัณฑ์แห่งชาติจีน


งานฉลองปีใหม่ 2564 ของชาวจีน


ขอบคุณ ที่มาของข่าวและภาพ  https://www.xinhuathai.com/

.