ประชาสัมพันธ์ ▶ ปฏิรูปตนเองก่อน ปฏิรูปสิ่งอื่น คิดบวก "คิดดี พูดดี ทำดี" ยุคของการเปลี่ยนแปลง คนดี ได้รับการยกย่อง คนชั่ว คนเลว ปรากฏให้เห็นและจะถูกกำจัด

วันอาทิตย์ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ความเห็นต่าง นำมาซึ่งการโต้ตอบ

“ความเห็นต่าง” ย่อมเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นได้ในทุกๆหัวข้อของการพูดคุย

“ความเห็นต่าง” นำมาซึ่งการโต้ตอบ แลกเปลี่ยน ถกเถียง หาข้อสรุป เพื่อการพัฒนาและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติ

การโต้แย้งหรือโต้ตอบอย่างมีอารยะ ที่ควรทำมี 2 ระดับ

1.Refutation หรือ หักล้าง การโต้ตอบระดับนี้ จะนำความเห็นของคู่สนทนามาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

2.Refuting the Central Point หรือ หักล้างที่ประเด็นหลัก การโต้ตอบระดับสูงสุดนี้ จะจับประเด็นทั้งหมดของคู่สนทนามาตีความว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร แล้วจึงมาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

ข้อเท็จจริง (Fact) หมายถึง ข้อความแห่งเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรือจริง เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน

ความจริง (Truth) หมายถึง สิ่งที่เป็นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง ในบางบริบท หรือในบางสถานที่ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น (Opinion) หมายถึง ความรู้สึกหรือมุมมองของผู้ส่งสารต่อบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งแปรผันไปตามความรู้สึก ความคิด มุมมอง ความต้องการ ทัศนคติ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชื่อ

ถ้าจะให้แยกตามนิยาม เราคงสามารถแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความคิดเห็น” ได้โดยง่าย แต่สำหรับ “ความจริง” นั้น อาจเป็นเรื่องของมุมมองต่อสิ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ด้วย “ความจริง” จึงเป็นกึ่ง “ความคิดเห็น” แต่มีหลักฐานหรือข้อมูลประกอบ


คุณธรรมพื้นฐาน


คุณธรรมพื้นฐาน 8 ประการ 
1. ขยัน คือ ความตั้งใจเพียรพยายามทำหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ 
2. ประหยัด คือ ผู้ที่ดำเนินชีวิตความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย รู้จักฐานะการเงินของตนเอง 
3. ซื่อสัตย์ คือ ผู้ที่มีความประพฤติตรงทั้งต่อเวลา ต่อหน้าที่ และต่อวิชาชีพ 
4. มีวินัย คือ ผู้ที่ปฏิบัติตนในขอบเขต กฎ ระเบียบของสถานศึกษา สถาบัน องค์กร และประเทศชาติ 
5. สุภาพ คือ ผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนตามสถานภาพและกาลเทศะ มีสัมมาคารวะ เรียบร้อย 
6. สะอาด คือ ผู้ที่รักษาร่างกาย ที่อยู่อาศัย และสิ่งแวดล้อมได้อย่างถูกต้องตามสุขลักษณะ 
7. สามัคคี คือ ผู้ที่เปิดใจกว้าง รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รู้บทบาทของตนทั้งในฐานะผู้นำ และ ผู้ ตามที่ดี มีความมุ่งมั่นต่อการรวมพลัง ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน 
8. มีน้ำใจ คือ ผู้ให้และผู้อาสาช่วยเหลือสังคม รู้จักแบ่งปัน เสียสละความสุขส่วนตน เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น


"การนินทาว่าร้าย เป็นเรื่องของเขา การให้อภัย เป็นเรื่องของเรา"
"การชอบพูดถึงความดีของเขา คือ ความดีของเรา"
"การชอบพูดถึงความไม่ดีของเขา คือ ความไม่ดีของเรา"

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563

การโต้แย้งอย่างมีอารยะ

บอกกล่าวกันอีกครั้ง เนื่องมาจากอุณหภูมิในการแลกเปลี่ยนทางการเมืองกำลังร้อนแรง

ในเรื่องของการเมือง แน่นอนว่า “ความเห็นต่าง” ย่อมเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นได้ในทุกๆหัวข้อของการพูดคุย

“ความเห็นต่าง” นำมาซึ่งการโต้ตอบ แลกเปลี่ยน ถกเถียง หาข้อสรุป เพื่อการพัฒนาและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติ

แต่นี่คือทฤษฎี ไม่ใช่โลกของการโต้ตอบกันเรื่องการเมือง แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยล ที่บางครั้งรุนแรงกันถึงขั้นด่าทอกันหยาบคายด้วย Hate Speech โดยไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นเลยด้วยซ้ำ

ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายที่เราไม่ชอบ เราพร้อมจะด่าในทันที แบบไม่ต้องมองถึงเหตุผล หรือในบางครั้ง ยังไม่ทันได้อ่านหรือฟังเนื้อหาทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ (ไม่ต้องแย่งกัน มีทุกฝ่าย)

ยังดี ที่ในเพจ “กระจ่าง – The Enlightener” เอง แทบไม่ปรากฏการด่าทอกัน อาจมีถกเถียงกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็จบลงได้ ต้องขอขอบคุณชาวกระจ่างมา ณ ที่นี้

อย่างไรก็ตาม เรามาดูกันว่า ในการโต้ตอบกันในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้น มีแบบไหนบ้าง และตัวเราเอง อยู่ในแบบไหน ซึ่งถือว่าเป็นการโต้ตอบที่เหมาะสมหรือไม่

รวมไปถึงเรื่องของ “Fact vs Truth vs Opinion” หรือ “ข้อเท็จจริง ความจริง ความคิดเห็น” เพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

ในโลกโซเชี่ยลนั้น เปลี่ยนการใช้เว็บไซต์แบบเดิมที่มีเฉพาะการเขียนของผู้สร้างเว็บไซต์เท่านั้น ไปเป็นการสนทนา แสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันได้

หลายคนตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การเห็นด้วยมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้คนได้น้อยกว่าการไม่เห็นด้วย และเมื่อคุณเห็นด้วยก็จะพูดน้อยลง คุณอาจขยายความบางอย่างของคู่สนทนาซึ่งอาจมีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณไม่เห็นด้วย นั่นหมายถึงคุณกำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนที่คู่สนทนาไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

ผลที่ได้มันมากกว่าความไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวัดจากคำที่ใช้ มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนรับได้กับความเกรี้ยวกราดนั้น โครงสร้างในการสื่อสารที่เปลี่ยนไปเพียงพอที่จะทำให้คิดได้ ไม่ใช่ในทางที่ความไม่เห็นด้วยจะมีน้ำหนักขึ้น แต่เป็นความอันตรายที่จะทำให้คนอื่นโกรธยิ่งขึ้น ในโลกออนไลน์ มันง่ายที่เราจะแสดงความเห็นออกไปในสิ่งที่เราจะไม่แสดงออกแบบตัวต่อตัว

หากเราจะแสดงความไม่เห็นด้วย เราควรระมัดระวังให้ดี การไม่เห็นด้วยหมายความว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่สามารถแยกแยะได้ระหว่างการด่ากราดและการหักล้างประเด็นหลักด้วยเหตุผล แต่มันมีระดับต่างๆระหว่างนั้นด้วย

ดังนั้น ระดับของความไม่เห็นด้วย มีดังนี้

Level 0: Name-calling หรือ เรียกฉายา / ด่าโดยไม่ให้เหตุผล

เป็นวิธีโต้ตอบขั้นล่างที่สุด ไม่ต้องคิดเหตุผลอะไร ด่ากันไปเลย ซึ่งการด่านั้นไม่ได้มีเฉพาะคำหยาบคายเท่านั้น บางคนใช้คำสุภาพก็จริง แต่เป็นการด่าโดยที่ไม่ได้โต้แย้งที่เหตุผลเช่นกัน เช่น บิดาสิ้นชีพ โถ...ไอ้/อีอ้วน หรือ เหี้ยเอ๊ย! สัส เป็นต้น โดยที่ไม่ได้บอกเหตุผลข้อการเห็นแย้ง (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ แค่ต้องการอธิบาย)

Level 1: Ad Hominem หรือ โจมตีที่ตัวบุคคล

เป็นวิธีโต้ตอบที่ยกระดับมาจากการด่ากราดเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้ใช้เหตุผลในการโต้ตอบ ใช้การโจมตีที่คุณลักษณะส่วนบุคคลของคู่สนทนา โดยการด้อยค่าหรือยกเอาเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นมาโจมตีคู่สนทนา เช่น อายุแค่นี้จะไปรู้เรื่องอะไร เป็นนักเรียนมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ทีตอนนั้นไม่เห็นออกมาด่าบ้าง แก่ก็อยู่ส่วนแก่ไปสิ เป็นต้น

นอกจากนี้ การแสดงความเห็นที่แบ่งแยกความคิดไว้ก่อนแล้ว ว่าคนแบบนี้กลุ่มนี้จะต้องคิดไปในทางไหน เช่น ก็นายมันสลิ่ม ก็แกมันติ่งส้มเน่า เป็นต้น โดยที่ไม่ได้โต้แย้งกันด้วยเหตุผลว่าที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น เพราะเหตุผลใด ก็นับอยู่ใน Level นี้เช่นกัน

(บางครั้งนอกจากแบ่งแยกแล้ว ถ้ามีการเหยียดหรือ Hate Speech ด้วย อาจตกไปอยู่ใน Level 0 และถึงแม้ว่ายกเหตุผลมาด้วยก็ตาม แต่ทางเพจก็ขอรณรงค์ให้งดใช้คำเหล่านี้ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน, แอดมิน)

Level 2: Responding to Tone หรือ วิจารณ์โทน/น้ำเสียงการสนทนา

เป็นวิธีโต้ตอบที่เข้าสู่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดหรือเขียนแล้ว แต่โต้ตอบที่น้ำเสียงหรือวิธีการนำเสนอ ไม่ได้โต้แย้งที่เหตุผลของประเด็นที่กำลังคุยกัน เช่น นาย A ปราศรัยแบบดุดันก้าวร้าว สิ่งที่พูดจึงเชื่อถือไม่ได้ เป็นต้น

Level 3: Contradiction หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย (เฉยๆ)

เป็นวิธีโต้ตอบระดับแรกที่อยู่ในเนื้อหาสาระที่ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการโต้ตอบที่ยังไม่ได้มีข้อมูลเหรือเหตุผลเพื่อสนับสนุนความคิด

ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น” แล้วแสดงความเห็นโต้ตอบแค่ว่า “ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้ไปทำไม” โดยไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเพิ่ม เป็นต้น

Level 4: Counterargument หรือ โต้แย้ง

เป็นวิธีโต้ตอบระดับแรกที่มีการใช้เหตุผลประกอบ เพื่อสนับสนุนความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็น

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

Level 5: Refutation หรือ หักล้าง

การโต้ตอบระดับนี้ จะนำความเห็นของคู่สนทนามาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกร่างขึ้นมาจากผู้มีความรู้ความสามารถ และได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนมาโดยตลอด จึงไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

Level 6: Refuting the Central Point หรือ หักล้างที่ประเด็นหลัก

การโต้ตอบระดับสูงสุดนี้ จะจับประเด็นทั้งหมดของคู่สนทนามาตีความว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร แล้วจึงมาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “การทำให้รัฐธรรมนูญ ได้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชนทุกคนเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกร่างขึ้นมาจากผู้มีความรู้ความสามารถ และได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนมาโดยตลอด จึงไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

(ข้างต้นแค่ยกตัวอย่าง ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะ)

ในส่วนของ ข้อเท็จจริง (Fact) vs ความจริง (Truth) vs ความคิดเห็น (Opinion)

ข้อเท็จจริง (Fact) หมายถึง ข้อความแห่งเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรือจริง เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน

ความจริง (Truth) หมายถึง สิ่งที่เป็นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง ในบางบริบท หรือในบางสถานที่ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น (Opinion) หมายถึง ความรู้สึกหรือมุมมองของผู้ส่งสารต่อบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งแปรผันไปตามความรู้สึก ความคิด มุมมอง ความต้องการ ทัศนคติ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชื่อ

ถ้าจะให้แยกตามนิยาม เราคงสามารถแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความคิดเห็น” ได้โดยง่าย แต่สำหรับ “ความจริง” นั้น อาจเป็นเรื่องของมุมมองต่อสิ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ด้วย “ความจริง” จึงเป็นกึ่ง “ความคิดเห็น” แต่มีหลักฐานหรือข้อมูลประกอบ

ยกตัวอย่าง เช่น “บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 60 ให้อำนาจ ส.ว. 250 คน เลือกนายกรัฐมนตรีได้” อันนี้เป็น “ข้อเท็จจริง” เพราะตัวบทกฎหมายระบุไว้แบบนั้นจริงๆ

“รัฐธรรมนูญ 60 มีความเหมาะสมแล้ว” อันนี้เป็น “ความคิดเห็น” เพราะบางคนก็เห็นว่าเหมาะ จากข้อมูลที่ตัวเองมี และบางคนก็เห็นว่าไม่เหมาะ จากข้อมูลที่ตัวเองมีเช่นกัน

ส่วน “ความจริง” อาจเป็นบริบท เช่น “รัฐธรรมนูญ 60 ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน” ซึ่งถ้ามองในแง่ของการจัดให้มีประชามติก็จะได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่ถ้ามองในแง่ของการรณรงค์รับร่างก็อาจได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง

***ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นการยกตัวอย่าง

ได้ทราบกันไปแล้วถึงการโต้ตอบในแต่ละระดับ และความแตกต่างระหว่าง ข้อเท็จจริง ความจริง และความคิดเห็น

จะเห็นได้ว่าในเรื่องประเด็นเดียวกัน การใช้วิธีการในระดับที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลลัพธ์ต่อความเข้าใจที่แตกต่างกันด้วย

อย่างที่ทางเพจได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่าอย่าใช้ Hate Speech หรือคำที่แบ่งแยกทางความคิดก็ด้วยสาเหตุนี้

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเรื่องของการเมือง แต่เราก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้ การโต้ตอบจึงควรที่จะมุ่งการยอมรับฟัง การแสดงให้เห็นเหตุผลและเข้าใจกันได้ มากกว่าเป็นศัตรูกัน

ที่สำคัญคือ โต้ตอบกันบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล

และหลักดังกล่าว สามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องการเมือง ลองนำไปปรับใช้กันดู

Cr.ที่มา:#

"ส่อเสียด" การใช้วาจาเป็นอาวุธทิ่มแทง ทำร้ายผู้อื่น

พูดส่อเสียด หรือ ปิสุณาวาจา หมายถึง เจตนาพูดส่อเสียดเหน็บแหนม กระทบกระเทือบ ถากถาง เย้ยหยันให้ผู้อื่นได้รับความเสียใจ คับแค้นใจ ขุ่นเคือง โกรธ อับอาย มีความทุกข์

การพูดจาส่อเสียดมีอยู่ทั่วไปในทุกองค์กร และมีมากในหมู่สตรี คนพูดทำไปด้วยความเขลา หารู้ไม่ว่าการกระทำของตนเป็นการทำร้ายจิตใจของผู้อื่น และวิบากกรรมที่ได้ทำไปจะตามสนองอย่างแน่นอน

คนบางคนพูดส่อเสียดผู้อื่นจนเคยตัว กลายเป็นนิสัยไปและหลงภูมิใจว่า ตนมีคารมคมคายในการประชดประชันถากถางผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นเจ็บใจ ยิ่งได้รับแรงเชียร์จากเพื่อนรอบข้างก็ยิ่งได้ใจใหญ่ ใช้วาจาสร้างความบาดหมางชิงชังให้กับผู้ที่ถูกกระทบ

คำพูดส่อเสียดที่ทิ่มตำผู้อื่นทำให้ผู้ถูกส่อเสียดบางคนถึงกับเสียคนเสียอนาคตไป เช่นบางคนมีปมด้อยด้านรูปร่างหรือด้านครอบครัว เมื่อถูกเพื่อนส่อเสียดล้อเลียนอยู่เป็นประจำยิ่งขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ตอกย้ำปมด้อยให้ฝังแน่นอยู่ในใจ ถึงกับเสียโอกาสเสียอนาคต เสียสุขภาพทั้งกายและจิต

นักเรียนบางคนไม่อยากไปโรงเรียนเพราะไปแล้วถูกเพื่อนล้อ กลายเป็นที่ขบขันของคนอื่น หรือทำให้ได้รับความอับอาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในตนเองเสียไป บุคลิกภาพเสียไป และการเรียนตกต่ำลง กลายเป็นคนเก็บตัว ไม่เข้ากับเพื่อน ขวัญและกำลังใจตกต่ำ

บางคนไม่อยากไปทำงานหรือต้องฝืนใจไปทำงาน ก่อนออกจากบ้านก็เครียด เพราะกลัวว่าตนต้องพบกับสายตาที่ดูหมิ่นดูแคลน เยาะเย้ย และจะต้องได้ยินคำพูดที่ส่อเสียด กระทบกระเทือนจากคนบางคน ทำให้มีทุกข์ใจถึงกับเป็นโรคเครียด โรคความดันโลหิต โรคท้องผูก ปวดศีรษะไมเกรน โรคกระเพาะอาหาร หรือโรคอื่น ๆ อันเนื่องมาจากความเครียด บางคนหาทางออกไม่ได้ถึงกับลาออกจากงาน บางคนคิดสั้นถึงฆ่าตัวตาย

การพูดส่อเสียด เป็นการใช้วาจาเป็นอาวุธทิ่มแทง ทำร้ายผู้อื่นอย่างเหี้ยมโหด ผลของการกระทำดังกล่าว เมื่อตายไปโอกาสจะไปเกิดในอบายภูมิมีสูงมาก หากเป็นเปรตจะมีปากวิปริตเช่นปากเน่า มีหนอนชอนไชอยู่ตลอดเวลา หากได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็จะถูกผู้อื่นพูดส่อเสียดให้เจ็บช้ำน้ำใจ หาความสุขมิได้

อนุโลมมุสา คือ การไม่แสดงเรื่องเท็จทั้ง 7 (มุสาวาท 7) แต่เจตนาให้เขาเจ็บใจหรือแตกร้าวกัน เช่น

-พูดเสียดแทง กระทบกระแทก แดกดัน

-พูดประชด ยกให้เกินความจริง

-พูดด่ากดให้ต่ำกว่าความเป็นจริง

-พูดสับปลับ ด้วยความคะนองวาจา

-พูดคำหยาบ คำต่ำทราม

อาการที่เข้าข่ายมุสาวาท 7 หรือ มุสา มี 7 อย่าง ดังต่อไปนี้

1. ปด ได้แก่การโกหกชัดๆ ไม่รู้บอกว่ารู้ ไม่เห็นบอกว่าเห็น ไม่มีบอกว่ามี หรือรู้บอกว่า ไม่รู้ เห็นบอกว่าไม่เห็น มีบอกว่าไม่มี อย่างนี้เรียกว่าปด

2. ทนสาบาน คือทนสาบานตัว เพื่อให้คนอื่นหลงเชื่อ การสาบานนั้น อาจมีการสาปแช่งด้วย หรือไม่ก็ตาม ท้ายที่สุด คนที่อยู่ด้วยกันมากๆ เช่นนักเรียนทั้งชั้น เมื่อมีผู้หนึ่งทำความผิด แต่ จับตัวไม่ได้ ครูจึงเรียกประชุม แล้วก็ถามในที่ประชุม และสั่งว่า ใครเป็นผู้ทำผิดให้ยืนขึ้น นักเรียนคนที่ทำผิดไม่ยอมยืน นั่นเฉยอยู่ เหมือนกับคนที่เขาไม่ผิด ทำอย่างนี้ก็เป็นการมุสา ด้วยการทนสาบาน เรียกว่า "ทวนสาบาน" ก็ได้

3. ทำเล่ห์กะเท่ ได้แก่การอวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์เกินเหตุเกินความจริง เช่นอวดรู้วิชา คงกระ พัน ว่าฟันไม่เข้ายิงไม่ออก อวดวิชาเสน่ห์ยาแฝด ว่าทำให้คนรักคนหลง อวดความ แม่นยำ ทำนายโชคชะตา อวดวิเศษให้หวยเบอร์ ผู้อวดนั้น มักจะพร่ำแสดงเกินความจริง ใจของตน ซึ่งเป็นการทำเล่ห์กะเท่คนใจบาปบางคน หมดทางหากิน จึงโกนผม นุ่งห่ม ผ้าเหลือง แสดง ว่าตัว เป็นพระ เพื่อให้ชาวบ้านเขาเลี้ยงดู การกระทำดังตัวอย่าง ที่ยกมานี้ เรียกว่าทำเล่ห์

4. มารยา ได้แก่แสดงอาการหลอกคนอื่น เช่นเจ็บน้อยทำเป็นเจ็บมาก ข้าราชการบางคน ต้อง การจะลาพักงาน แต่ถ้าลาตรงๆ เกรงผู้บังคับบัญชาจะไม่เห็นใจ จึงแกล้ง ทำหน้าตา ท่าทาง ว่ามีทุกข์ เอามือกุมขมับ แสดงว่าปวดศีรษะ กุมท้อง แสดงว่า ปวดท้อง เด็กบางคน อยากเก โรงเรียน เอามือล้วงคอโอ้กอ้าก แสดงว่าคลื่นไส้ ให้พ่อแม่ได้ยิน จะได้ผ่อนผัน

5. ทำเลศ คือใจอยากจะพูดเท็จ แต่ทำเป็นเล่นสำนวน พูดคลุมเครือให้ผู้ฟังคิดผิดเอาเอง เช่นคนอยู่อยุธยา เดินทางเข้ามาในกรุงเทพ เพื่อนที่กรุงเทพถามว่า "ทางอยุธยาฝนตกไหม ?" "คุณนี่ถามได้ แดดออกเปรี้ยงอย่างนี้ ยังถามหาฝนอีก" พูดอย่างนี้ เรียกว่า ทำเลศ

6. เสริมความ ได้แก่เรื่องจริงมี แต่มีน้อย คนพูดอยากจะให้คนฟังเห็นเป็นเรื่องใหญ่ จึงพูด ประกอบกิริยาท่าทาง ให้เห็นเป็นเรื่องใหญ่โต เช่นเห็นไฟไหม้เศษกระดาษนิดเดียว ก็ตะโกน ลั่นว่า "ไฟไหม้ๆ" คนอื่นได้ยินเสียงตะโกนเข้า เขาก็เข้าใจว่า เกิดไฟไหม้บ้านเรือน อย่างนี้ เรียกว่าเสริมความ ไม่พ้นศีลขาด แม้ว่ามูลเดิมจะมีอยู่จริงก็ตาม คนโฆษณาขายสินค้า ที่มัก พรรณนาสรรพคุณเกินความจริง ยาขนานเดียวแก้โรค ได้สารพัดทุกสิ่ง อย่างนี้ก็นับ เข้าใน กิริยา เสริมความ

7. อำความ ตรงกันข้ามกับเสริมมความ เสริมความ ทำเรื่องเล็กให้ใหญ่ ส่วนอำความ คือทำ เรื่องใหญ่ให้เล็ก ยกตัวอย่าง ข้าราชการที่ไปปกครองท้องถิ่นห่างไกล จะต้องปกครอง ประชาชนให้สงบสุข ครั้นมีเหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้น เช่นมีโจรร้ายปล้นสะดม จำต้องรายงาน ต่อผู้ใหญ่ ถ้าจะรายงานตามเป็นจริง ก็กลัวจะถูกเพ่งเล็ง ว่าเป็น ความบกพร่องต่อหน้าที่จึง ทำข้อความในรายงานให้เบาลง ให้ผู้อ่านเห็นว่าเป็นเรื่อง เพียงเล็กน้อย แทนที่จะเห็นว่า เป็น การปล้นสะดม ก็เข้าใจเพียงเป็นการชิงทรัพย์ ดังนี้เป็นต้น

วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

การบริหารจัดการการทํางานของคนต่างด้าว

Mou หรือ Menorandum Of Understanding เป็นข้อตกลงงระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศต้นทางประกอบด้วย พม่า,กัมพูชา,ลาว และเวียดนาม ในการนำเข้าแรงงาน เพื่อเข้ามาทำงานในประเทศไทย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะได้รับอนุญาตให้ทำงานในประเทศไทยได้คราวละ 2 ปี และสามารถต่อได้อีก 2 ปี (รวมเป็น 4 ปี) พอครบวาระ 4 ปี แล้วก็สามารถดำเนินการนำเข้าแรงงานใหม่ โดยผ่านกระบวนการของ MOU ตามเดิม โดยดำเนินการแบบกลุ่มวนโดยไม่ต้องกลับไปรอที่ประเทศต้นทางนาน เหมือนกลุ่มนำเข้าแรงงานคนใหม่ตั้งแต่แรกเลย ซึ่งการนำเข้าตาม MOU จะมีแรงงานอยู่ 2 กลุ่ม คือ 

คนใหม่เลยจากประเทศต้นทาง ซึ่งนายจ้างแรงงานต่างด้าวไม่รู้จักกันมาก่อน และ 

อีกกลุ่มคือ กลุ่มแรงงานเถื่อน และแรงงานที่ขาดสภาพตามกฎหมาย อาทิ นายจ้างเก่าแจ้งออกเกิน 15 วัน กลุ่มนำเข้า MOU แล้วนายจ้างไม่แจ้งเข้า ไม่แจ้งออกให้ด้วย วิธีการเลิกจ้าง กลุ่มต่างๆ เหล่านี้จะต้อง  กลับไปดำเนินการเพื่อนำเข้าแรงงานต่างด้าวเข้ามาใหม่ระบบ MOU เมื่อกลับเข้ามาแล้วจะได้รับใบอนุญาตทำงาน 2 ปี แบบบัตรแข็ง (E-Work Permit)

ข้อดีของกลุ่มนำเข้าMOU

1. แรงงานไม่มาสามารถเปลี่ยนงาน(เปลี่ยนนายจ้าง) ได้อย่างเสรี เหมือนพิสูจน์สัญชาติ (CI)

2. เกิดความเสถียรภาพในการจ้างงาน ตลอดระยะเวลา 2 ปี (ต่ออีก 2 ปี)

3. ตรวจสอบประวัติ คัดกรองตามคุณสมบัติ ตามคุณสมบัติตามที่นายจ้างต้องการ หากมิเช่นนั้นแล้วจะไม่สามารถเปลี่ยนได้ หากจะทำงานต้องไปดำเนินการนำเข้า MOU ใหม่ จากประเทศตนเอง

พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560 

ได้มีผลบังคับใช้ ได้สร้างความแตกตื่น-ตระหนก-ตกใจให้กับทั้งตัวนายจ้างและลูกจ้างที่เป็นแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากประเทศพม่า ลาว กัมพูชา อย่างมหาศาล จนนำมาสู่ปรากฎการณ์ “ลอยแพ-ถีบหัวส่ง-ผลักไสลูกจ้างที่ผิดกฎหมาย”และ “มีการเรียกรับเงินใต้โต๊ะมากขึ้นถ้านายจ้างคนไหนยังอยากจ้างคนงานผิดกฎหมายอยู่” กระทั่งการออกแถลงการณ์จากภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องทั้งนายจ้างและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อให้เกิดการทบทวนการออกกฎหมายฉบับนี้

มาตรา 14 เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีจะอนุญาตให้บุคคลดังต่อไปนี้ทํางานในราชอาณาจักรภายใต้เงื่อนไขใด ๆ หรือจะยกเว้นไม่จําต้องปฏิบัติตามพระราชกําหนดนี้ ในกรณีใด ๆ ก็ได้ (1) ผู้รับอนุญาตให้นําคนต่างด้าวมาทํางานหรือนายจ้างนําคนต่างด้าวมาทํางานในประเทศ  (2) คนต่างด้าวเข้ามาทํางานในราชอาณาจักร”

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้คือ การกำหนดหลักเกณฑ์การนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทย และงานที่คนต่างด้าวสามารถทำได้ แต่อย่างไรก็ตามกลับพบปัญหาในตัวกฎหมาย ดังนี้

(1) แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายอย่างน้อย 1 ล้านคนที่มีการจ้างงานอยู่ในขณะนี้ ? จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง การเลิกจ้างโดยฉับพลันโดยไม่มีกลไกด้านแรงงานใดๆคุ้มครองแม้แต่น้อย มันคือการละเมิดสิทธิแรงงานดีๆนี้เอง เช่น ไม่จ่ายค่าจ้าง ค่าชดเชย ค่าบอกกล่าวล่วงหน้า ฯลฯ หรือนี้คือ “ใบอนุญาตเลิกจ้างแรงงานข้ามชาติโดยชอบธรรม”

(2) รัฐบาลไทยยืนยันว่าไม่มีการจดทะเบียนใหม่แน่นอน โดยผลักดันให้นายจ้างไปใช้การจ้างงานแบบระบบ MOU คือ การจ้างงานแบบรัฐต่อรัฐ ซึ่งก็พบปัญหาการติดขัดในขั้นตอนการดำเนินงานที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ใช้เวลาไม่ต่ำกว่าครึ่งปีกว่าจะได้จ้างแรงงานคนหนึ่งๆ อีกทั้งบางประเทศ ระบบ MOU ก็ไม่อนุญาตให้คนธรรมดานำเข้าเอง และบางกิจการก็นำเข้าไม่ได้ เช่น งานรับใช้ในบ้าน เป็นต้น

(3) มีนายจ้างจำนวนมากที่จ้างงานแรงงานข้ามชาติ แต่ชื่อนายจ้างที่จ้างงานยังคงเป็นนายจ้างคนเดิมอยู่ที่ไม่ได้แจ้งย้ายออก

(4) ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ภาคอุตสาหกรรมบริการ ท่องเที่ยว งานภาคเกษตร งานก่อสร้าง และงานรับใช้ในบ้าน จะได้รับผลกระทบอย่างมากแน่นอน

(5) มีการกำหนดโทษสูงมาก อาจเป็นช่องทางให้เกิดการเลี่ยงกฎหมายและการทุจริตมากขึ้น รับเงินใต้โต๊ะมากขึ้น

(6) ไม่มีระยะเวลากำหนดที่ให้นายจ้างที่จ้างแรงงานไม่ถูกกฎหมายมีระยะเวลาดำเนินการให้ถูกต้อง

(7) มีแรงงานจำนวนมากได้เดินทางกลับประเทศไปแล้ว การกลับมาทำงานมีต้นทุนสูงเกินไปสำหรับแรงงาน นายจ้างหาแรงงานมาทดแทนไม่ได้ แรงงานไทยไม่ทำงานกับงานประเภทนี้

(8) เกิดการจับกุมแรงงานและส่งกลับอย่างหนาแน่นในหลายพื้นที่

(9) แรงงานถูกลอยแพ โดยไม่มีกลไกการคุ้มครองปกป้องสิทธิแรงงานในการจ้างงานใดๆทั้งสิ้น เช่น ในพื้นที่แม่สอด แต่ในอีกมุมหนึ่งกฎหมายฉบับนี้ก็ได้ชี้ให้เห็นว่า

(1) รัฐไทยมีความชัดเจนขึ้นโดยเฉพาะรูปธรรมการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ผ่านมาตรการและกลไกต่างๆ เช่น การมีคณะกรรมการระดับชาติกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว , การมีกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว , การทำงานร่วมกับองค์กรเอกชนผ่านโครงการหรือแผนงานในการดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงาน การจัดสวัสดิการ การศึกษา การสาธารณสุข และการให้ความคุ้มครองด้านแรงงาน

(2) ลดการแสวงหาประโยชน์ของนายทุนในหลายกิจการ ที่ไม่จำเป็นในการจ้างงานแรงงานข้ามชาติจริงๆ แต่เป็นไปเพื่อลดอำนาจการต่อรองของแรงงานไทย หรือสหภาพแรงงาน และเลือกใช้การจ้างแรงงานข้ามชาติแทน ที่จ่ายเพียงค่าจ้างขั้นต่ำเท่านั้น และแรงงานไม่สามารถรวมกลุ่มและเจรจาต่อรองได้ เช่น ที่พบในภาคอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ ภาคอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเลคทรอนิคส์ เป็นต้น

(3) การใช้แรงงานข้ามชาติต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบและปกป้องแรงงานเมื่อถูกละเมิดสิทธิ เช่น มีกองทุนประกันความเสี่ยงจากการจ้างงานที่นายจ้างต้องรับผิดชอบในการวางหลักประกันล่วงหน้า ไม่ใช่ปล่อยลอยแพเลิกจ้างอะไรอย่างไรก็ได้ เฉกเช่นที่แรงงานไทยประสบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังตัวอย่างที่พบในอุตสาหกรรมสิ่งทอ

ทั้งนี้สามารถพิจารณาสาระสำคัญแต่ละเรื่อง รวม 13 เรื่อง ได้ดังนี้

(1) แรงงานข้ามชาติในกฎหมายฉบับนี้หมายถึงใคร ?

- บุคคลธรรมดาซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ใช้กำลังกายหรือความรู้เพื่อประกอบอาชีพหรือประกอบการงานด้วยประสงค์ค่าจ้างหรือประโยชน์อื่นใดหรือไม่ก็ตาม เว้นแต่เป็นงานที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

(2) แรงงานข้ามชาติกลุ่มใดบ้างที่จะต้องบังคับใช้ตามกฎหมายนี้ ?

(2.1) กลุ่มที่เข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง 

(2.2) กลุ่มที่มีภูมิลำเนาและเป็นคนสัญชาติของประเทศที่มีชายแดนติดกับประเทศไทย ที่ได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เพื่อมาทำงานชั่วคราว 

(2.3) กลุ่มที่เข้ามาทำงานในราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน กฎหมายว่าด้วยการปิโตรเลียม หรือกฎหมายอื่นที่มีลักษณะเป็นการส่งเสริมการลงทุน
(2.4) กลุ่มที่เข้ามาหรืออยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง แต่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อรอการส่งกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง 
(3) แรงงานข้ามชาติกลุ่มใดบ้างที่จะเสี่ยงต่อการถูกจับกุม คุมขัง ส่งกลับ ตามกฎหมายนี้ ?
(3.1) แรงงานข้ามชาติกลุ่มที่ไม่มีบัตรประจำตัวใดๆเลยทั้งสิ้น
(3.2) แรงงานข้ามชาติที่ใบอนุญาตทำงานหมดอายุหรือไม่มีใบอนุญาตทำงาน
(3.3) แรงงานข้ามชาติที่ใบอนุญาตทำงานระบุงานประเภทหนึ่ง แต่ไปทำงานอีกประเภทหนึ่ง

(4) แล้วกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่ทำงานอยู่ในประเทศไทยตอนนี้แล้ว จะถูกกฎหมายนี้ใช้บังคับหรือไม่ อย่างไร ?

- กลุ่มที่ได้รับใบอนุญาตทำงานหรือได้รับการผ่อนผันให้ทำงานตามพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2551 ก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ถือว่าได้รับใบอนุญาตทำงานหรือได้รับการผ่อนผันให้ทำงาน ตัวอย่างเช่น ในกลุ่มบัตรสีชมพู , กลุ่มรอพิสูจน์สัญชาติ , กลุ่ม MOU ยังคงสามารถทำงานได้ต่อไป

- ใบอนุญาตทำงานที่ออกให้ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 322 ลงวันที่ 13 ธันวาคมพุทธศักราช 2515 ให้ใช้ได้ต่อไปจนกว่าจะสิ้นอายุใบอนุญาตทำงานนั้น

- นายจ้างผู้ใดได้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนในประเทศ ตามพระราชกำหนดการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ พ.ศ.2559 ให้ดำเนินการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนเองในประเทศได้ต่อไป

(5) งานอะไรบ้างที่แรงงานข้ามชาติจะสามารถทำได้บ้าง ?

- คณะกรรมการ (คกก.) นโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว ซึ่งเป็น คกก.ตามกฎหมายฉบับนี้ จะประกาศกำหนดเองว่า งานใดเป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ในท้องที่ใด เมื่อใด โดยห้ามเด็ดขาดหรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดเพียงใดก็ได้ รวมทั้งการจัดสรรจำนวนคนต่างด้าวเข้าทำงาน

- ในระหว่างที่ยังมิได้มีประกาศ ให้อธิบดีกรมการจัดหางาน อนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานใด ๆ ได้ เว้นแต่งานที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ออกตามความในมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2521 (ในที่นี้ คือ การนำบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกากำหนดในอาชีพและวีชาชีพที่ห้ามคนต่างด้าวทำ พ.ศ. 2522 มาบังคับใช้ชั่วคราว)

- คกก. สามารถประกาศกำหนดเขตที่พักอาศัยสำหรับแรงงานข้ามชาติ เฉพาะจำพวกใดหรือท้องที่ใดก็ได้

- ก่อนทำงานต้องได้รับอนุญาตให้ทำงานจากนายทะเบียน เว้นแต่คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เพื่อทำงานอันจำเป็นและเร่งด่วนตามที่อธิบดีประกาศกำหนดซึ่งมีระยะเวลาทำงานให้เสร็จสิ้นภายใน 15 วัน แต่คนต่างด้าวจะทำงานนั้นได้เมื่อได้มีหนังสือแจ้งให้นายทะเบียนทราบ

- เมื่อ 29 มิถุนายน 2560 ได้มีประกาศกรมการจัดหางาน เรื่อง กําหนดงานอันจําเป็นและเร่งด่วน ออกมาใช้แล้วซึ่งไม่ต้องขออนุญาตทำงาน แต่ต้องแจ้งให้นายทะเบียน ซึ่งก็คือ อธิบดีกรมการจัดหางานทราบ

(6) ถ้านายจ้างจะจ้างแรงงานข้ามชาติทำงานในประเทศไทย ต้องทำอย่างไร ?

มี 2 ประเภท คือ

(6.1) ผ่านบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด ที่มีการกำหนดรายละเอียดคุณสมบัติต่างๆที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอยู่ในกฎหมายส่วนที่ 2 การประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

- ต้องเป็น “บริษัทนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศ” หรือลักษณะเดียวกันเท่านั้น

- ก่อนที่อธิบดีจะอนุญาต ต้องวางหลักประกันไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาทไว้กับอธิบดี เพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ
- ถ้าทำผิดเงื่อนไขการจัดหางานที่กำหนดไว้ จะมีโทษพักใบอนุญาต 
- ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานมีอายุ 2 ปี ฉบับละ 20,000 บาท 
- ถ้าใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุด ต้องจัดการใหม่ภายใน 15 วัน 
- เมื่อนำแรงงานเข้ามาแล้ว แต่นายจ้างไม่รับหรือแรงงานไม่ยินยอมทำงาน ให้บริษัทส่งกลับไปยังประเทศต้นทางภายใน 7 วัน นับแต่วันได้รับแจ้งจากนายจ้าง และมาแจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และแบบที่อธิบดีประกาศกำหนดภายใน 7 วันนับแต่วันที่คนต่างด้าวกลับออกไป
- ผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานอาจจัดให้คนต่างด้าวทำงานกับนายจ้างรายอื่นได้ภายในสิบห้าวัน นับแต่วันที่นายจ้างไม่รับเข้าทำงานหรือวันที่ลูกจ้างไม่ได้ทำงานกับนายจ้างด้วยเหตุดังกล่าว

- คนต่างด้าวสามารถทำงานกับนายจ้างรายอื่นได้ไม่เกินระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ

- ถ้าบริษัทที่จัดหาคนต่างด้าวมาทำงานไม่นำคนต่างด้าวมา ต้องคืนค่าบริการและค่าใช้จ่ายที่เรียกเก็บจากนายจ้างไปแล้วทั้งหมดภายใน 30 วัน ที่นายจ้างเรียกคืน

- ถ้าลูกจ้างทำงานครบตามสัญญาแล้ว ให้นายจ้างแจ้งบริษัทผู้จัดหาแรงงานให้ ภายใน 7 วัน เพื่อให้บริษัทผู้จัดหาแรงงานส่งกลับประเทศต้นทางต่อไป

(6.2) นายจ้างจ้างเองโดยตรง หรือจ้างต่อจากนายจ้างคนอื่น

- ยื่นคำขออนุญาตจ้างคนต่างด้าวเข้าทำงานต่ออธิบดี และต้องได้รับอนุญาตก่อน

- ชำระค่าธรรมเนียมยื่นคำขออนุญาตทำงานและการออกใบอนุญาตทำงาน ฉบับละ 20,000 บาท ต่อแรงงาน 1 คน 
อายุใบอนุญาตทำงาน 2 ปี หรือเป็นไปตามที่กฎหมายอื่นกำหนด 
- ต่อใบอนุญาตทำงานได้ครั้งละ 2 ปี แต่ไม่เกิน 4 ปี ต่อครั้งละ 20,000 บาท
- ใบอนุญาตทำงานหาย ต้องแจ้งขอใหม่ ใบละ 3,000 บาท
- วางหลักประกันไว้กับอธิบดีเพื่อประกันความเสียหายที่อาจเกิดจากการที่นายจ้างได้นำคนต่างด้าวมาทำงานกับตนในประเทศ คาดว่าอาจจะจำนวนประมาณ 20,000 บาทต่อคน
- ถ้าจ้างต่อจากนายจ้างคนอื่นที่เลิกจ้างแล้ว ต้องไปทำงานกับนายจ้างใหม่ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่เลิกทำงานกับนายจ้างรายเดิม

- ต้องทำงานตามประเภทที่ขออนุญาตเท่านั้น ถ้าจะเปลี่ยนต้องแจ้งนายทะเบียน ค่าเปลี่ยนครั้งละ 5,000 บาท

(7) โทษที่เกี่ยวข้องถ้าไม่ทำตามกฎหมายนี้ ?

- แรงงานจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับตั้งแต่ 2,000-100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือต้องเดินทางกลับออกไปจากประเทศไทยภายใน 30 วัน 

- นายจ้างที่รับแรงงานมาทำงานโดยเป็นงานที่กำหนดว่าห้ามทำ ปรับ 4 -8 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน 
- นายจ้างที่รับแรงงานมาทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน ปรับ 4 -8 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน 
- นายจ้างที่รับแรงงานมาทำงานโดยไม่ตรงกับงานที่กำหนดในใบอนุญาตทำงาน ปรับ 4 แสนบาทต่อแรงงาน 1 คน ส่วนลูกจ้างจะถูกปรับ 1 แสนบาท
- แรงงานข้ามชาติที่ทำงานจำเป็นและเร่งด่วนแต่ไม่แจ้งนายทะเบียน ปรับตั้งแต่ 20,000-100,000 บาท 
- บริษัทจัดหาแรงงานข้ามชาติ หรือนายจ้างที่รับแรงงานมาทำงานโดยไม่ขออนุญาตต่ออธิบดี จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
- ขออนุญาตแล้ว แต่อธิบดียังไม่อนุญาต แต่นำมาทำงานแล้ว จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2 แสนบาท ต่อลูกจ้าง 1 คน
- บริษัทจัดหาแรงงานข้ามชาติ ไม่ทำตามระเบียบที่กำหนด ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันออกไป เช่น ปรับตั้งแต่ 5,000- 20,000 บาท , จำคุกไม่เกิน 3 ปีหรือปรับไม่เกิน 6 แสนบาท
- เมื่อลูกจ้างไม่ทำงาน นายจ้างไม่แจ้งกับอธิบดี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทต่อลูกจ้าง 1 คน
- ส่งลูกจ้างกลับประเทศต้นทางแล้วไม่แจ้ง ถ้าเป็นนายจ้างปรับไม่เกิน 1 หมื่นบาทต่อลูกจ้าง 1 คน แต่ถ้าเป็นบริษัท ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทต่อลูกจ้าง 1 คน 
- นายจ้างไม่จัดส่งลูกจ้างกลับ ปรับไม่เกิน 1 แสนบาทต่อลูกจ้าง 1 คน แต่ถ้าเป็นบริษัท ปรับไม่เกิน 2 แสนบาทต่อลูกจ้าง 1 คน 
- ยึดใบอนุญาตทำงาน จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ 
- หลอกลวงว่าสามารถนำแรงงานมาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยได้ จำคุก 3-10 ปี ปรับ 6 แสนบาท 
- 1 ล้านบาท ต่อแรงงาน 1 คน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนผู้ช่วยดำเนินการ จำคุก 1-3 ปี ปรับ 2-6 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(8) ถ้านายจ้างจะเลิกจ้างแรงงานข้ามชาติโดยมีเหตุผลอันสมควร หรือลูกจ้างแรงงานข้ามชาติอยากลาออก หรือทำงานครบกำหนดแล้ว ต้องทำอย่างไร ?

- จัดส่งคนต่างด้าวนั้นกลับไปยังประเทศต้นทางภายในเจ็ดวัน นับแต่วันที่คนต่างด้าวไม่ได้ทำงานกับนายจ้างหรือวันที่ครบกำหนดตามสัญญา 
- เมื่อจัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทางแล้ว ให้นายจ้างแจ้งต่ออธิบดีตามแบบที่อธิบดีประกาศกำหนดภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่คนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร
- ไม่ต้องจ่ายค่าบอกกล่าวล่วงหน้าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

(9) ถ้านายจ้างเลิกจ้างแรงงานข้ามชาติโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร , นายจ้างเลิกกิจการ , นายจ้างผิดสัญญาจ้างหรือฝ่าฝืนกฎหมาย ต้องทำอย่างไร ?

- นายจ้างหรือลูกจ้างแจ้งต่ออธิบดีตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกำหนด

- ถ้าแรงงานข้ามชาติหางานใหม่ไม่ได้ ให้นายจ้างรายเดิมส่งกลับประเทศต้นทางภายใน 7 วัน

- ถ้านายจ้างไม่จัดส่งเอง ให้อธิบดีเป็นผู้ส่ง โดยหักค่าใช้จ่ายจากหลักประกันที่นายจ้างได้วางไว้

(10) ใครเป็นคนดูแลเรื่องนี้ ? ซึ่งมีอำนาจกำหนดนโยบายและกำกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

- กฎหมายฉบับนี้กำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว รวม 26 คน 

 - กำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว  
- มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 
 - ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นรองประธานกรรมการ 
- ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ประธานสภาหอการค้าไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง
- ผู้แทนองค์กรลูกจ้าง ซึ่งอธิบดีเสนอชื่อให้รัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกินสองคน โดยแต่งตั้งไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ

- ผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือประสบการณ์ด้านแรงงาน ด้านอุตสาหกรรม ด้านกฎหมาย และด้านสิทธิมนุษยชน ด้านละหนึ่งคน เป็นกรรมการ โดยแต่งตั้งไม่เกินหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันที่กฎหมายนี้ใช้บังคับ

- ให้อธิบดีเป็นกรรมการและเลขานุการ

- ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางานเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

(11) อำนาจหน้าที่อธิบดีกรมจัดหางานในฐานะนายทะเบียน และเจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้อง

- มีหนังสือเรียกหรือสั่งให้บุคคลใดที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารประกอบการพิจารณา

- เข้าไปในสถานที่ประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศในระหว่างเวลาทำการ

- เข้าไปในสถานประกอบการซึ่งรับคนต่างด้าวจากผู้รับอนุญาตให้นำคนต่างด้าวมาทำงานในระหว่างเวลาทำการเพื่อตรวจสอบให้การเป็นไปตามพระราชกำหนดนี้

- ค้นในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการนำคนต่างด้าวมาทำงานในประเทศหรือมีคนต่างด้าวทำงานโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยอาจมีหมายค้น

- มีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา สามารถจับกุมไปส่งสถานีตำรวจได้ทันที

(12) เมื่อแรงงานข้ามชาติถูกละเมิดสิทธิต้องทำอย่างไร ?

- สามารถนำคดีขึ้นสู่ศาลแรงงานได้

- ยื่นคำร้องต่ออธิบดีเพื่อดำเนินการ และสามารถหักหลักประกันที่นายจ้างวางไว้ เป็นการชดใช้ความเสียหาย

(13) กำหนดให้มีกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

- เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนสำหรับใช้จ่ายเกี่ยวกับการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว

- มีคณะกรรมการดูแลเรียกว่า “คณะกรรมการกองทุนเพื่อการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว” ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานกรรมการ

- ช่วยเหลือคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาทำงานแล้วถูกละเมิดสิทธิตามกฎหมายด้านแรงงาน

- ส่งคนต่างด้าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

- ช่วยเหลือและอุดหนุนหน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรเอกชน ที่เสนอโครงการหรือแผนงานในการดำเนินการบริหารจัดการเกี่ยวกับการทำงาน การจัดสวัสดิการ การศึกษา การสาธารณสุข และการให้ความคุ้มครองด้านแรงงานแก่คนต่างด้าว

เหล่านี้คือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดของพระราชกำหนดฉบับนี้ ที่ดิฉันพยายามย่อยออกมาเพื่อทำให้คนที่ไม่ได้ติดตามมาแต่ต้น ยังไม่เข้าใจอย่างกระจ่าง ได้มีโอกาสทำความเข้าใจในรายละเอียดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมากยิ่งขึ้น อันจะนำไปสู่การส่งเสียงให้เกิดการทบทวนการออกกฎหมายฉบับนี้ บนพื้นฐานความสมดุลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต่อไป

เครดิต ที่มา : https://prachatai.com/journal/2017/07/72284

พระราชกำหนดการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ.2560

ในพรก.นี้มีข้อยกเว้น ใครไม่เข้าข่ายในกฎหมายนี้บ้าง

พระราชกำหนดนี้ไม่ใช้บังคับแก่การปฏิบัติหน้าที่ในราชอาณาจักรของคนต่างด้าว เฉพาะในฐานะ ดังต่อไปนี้

(1) บุคคลในคณะผู้แทนทางทูต

(2) บุคคลในคณะผู้แทนทางกงสุล

(3) ผู้แทนของประเทศสมาชิกและพนักงานขององค์การสหประชาชาติและทบวงการชำนัญพิเศษ

(4) คนรับใช้ส่วนตัวซึ่งเดินทางจากต่างประเทศเพื่อมาทำงานประจำอยู่กับบุคคลตาม (1) (2)หรือ (3)

(5) บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจตามความตกลงที่รัฐบาลไทยทำไว้กับรัฐบาลต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศ

(6) บุคคลซึ่งปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา วัฒนธรรม ศิลปะ การกีฬา หรือกิจการอื่น ทั้งนี้ ตามที่จะได้กำหนดโดยกฎกระทรวง

(7) บุคคลซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุญาตให้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจอย่างหนึ่งอย่างใด โดยจะกำหนดเงื่อนไขไว้ด้วยหรือไม่ก็ได้

มาดูเรื่องราวที่หลายคนคิดว่าเป็นปัญหากัน

มาตรา 7 รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการอาจประกาศกำหนดให้งานใด เป็นงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำในท้องที่ใด เมื่อใด โดยห้ามเด็ดขาดหรือห้ามโดยมีเงื่อนไขอย่างใดเพียงใดก็ได้ การออกประกาศตามวรรคหนึ่ง ให้คำนึงถึงความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพ ของคนไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ

มาตรา 8 ห้ามคนต่างด้าวทำงานที่กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง หรือทำงานโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน

มาตรา 9 ห้ามผู้ใดรับคนต่างด้าวทำงานที่กำหนดไว้ในประกาศที่ออกตามมาตรา 7 วรรคหนึ่ง หรือรับคนต่างด้าวทำงานโดยที่คนต่างด้าวไม่มีใบอนุญาตทำงาน

มาตรา 26 ห้ามผู้ใดประกอบธุรกิจการนำคนต่างด้าวมาทำงานกับนายจ้างในประเทศ เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี

มาตรา 30 ใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานตามมาตรา 26 ให้มีอายุสองปีนับแต่วันที่ ออกใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงาน

ที่น่ากลัว คือค่าปรับ

มาตรา 102 ผู้ใดรับคนต่างด้าวเข้าทำงานโดยฝ่าฝืนมาตรา 9 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ สี่แสนบาทถึงแปดแสนบาทต่อคนต่างด้าวที่จ้างหนึ่งคน

ถ้าเข้ามาทำงานแล้ว มีเหตุให้เลิกจ้าง แล้วนายจ้างไม่ส่งกลับ มีโทษอีก

มาตรา 116 นายจ้างผู้ใดไม่จัดส่งคนต่างด้าวกลับไปยังประเทศต้นทาง ตามมาตรา 50 วรรคหนึ่ง หรือมาตรา 51 วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาทต่อคนต่างด้าวหนึ่งคน

มาตรา 131 ผู้ใดยึดใบอนุญาตทำงานหรือเอกสารสำคัญประจำตัวของคนต่างด้าวไว้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


อัตราค่าธรรมเนียม ตาม 1-7 เป็นของ ผู้รับอนุญาต คือ บ.ที่นำเข้าแรงงานต่างด้าว (มีเงินประกัน 5 ล้าน)

อัตราค่าธรรมเนียม ตาม 8-13 เป็นลูกจ้างตาม มาตรา 12

ที่สำคัญ แม้ว่าจะทำถูกกฎหมายก็ตาม แต่ค่าธรรมเนียม มันแพงจริงๆนายจ้างก็ต้องเจอผลกระทบจากอัตราค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้น ทั้งใบอนุญาตนำคนต่างด้าวเข้ามาทำงาน 2 หมื่นบาท หรือการต่ออายุใบอนุญาตนำคนต่างด้าวมาทำงานครั้งละ 2 หมื่นบาท และการขยายระยะเวลาการทำงานของแรงงานต่างด้าวอีกครั้งละ 2 หมื่นบาท

https://pantip.com/topic/36631435

ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้


ปัญหาที่เกิดขึ้นทุกปัญหา มีขบวนการของปัญหาให้เกิดขึ้น เป็น 3 ขั้นตอน 
1.จุดเริ่มต้น ต้นทาง หรือ ต้นเหตุ 
2.ระหว่างทาง ปัญหาระหว่างทาง 
3.ปลายทางหรือ ปลายเหตุ 
การวิเคราะห์ปัญหา จากความจริงที่เกิดขึ้น ต้องเริ่มที่ปลายเหตุ คือ ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ตั้งแต่ปลายทาง ระหว่างทาง และ ต้นทาง  ตำราทางด้านวิชาการมีมากมายในเรื่องการวิเคราะห์ปัญหา ที่หลายคนได้ศึกษามาแล้ว แต่มีความเข้าใจในปัญหาที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่


การแก้ปัญหา ทำตรงข้ามกับการวิเคราะห์ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น 
การแก้ไขปัญหา ที่ต้นทาง เป็นการตัดตอนขบวนการของปัญหาทั้งหมด เมื่อแก้ปัญหาที่ต้นทางยังไม่ได้เพราะมีสาเหตุเกินกว่าที่จะสามารถแก้ไขได้ทันที ให้แก้ปัญหาระหว่างทาง และสุดท้ายเมื่อปัญหาระหว่างทางแก้ไขยังไม่ได้ จำเป็นต้องเริ่มแก้ไขที่ปลายทาง ย้อนกลับขึ้นมาสู่ปัญหาต้นทาง 

ดังนั้น การแก้ปัญหาที่ได้ผลมากที่สุด คือการแก้ไขที่ต้นเหตุ หรือต้นทาง 

การวางแผน แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ความคิดของคนส่วนใหญ่ จึงเป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุ เพราะเป็นปัญหาที่แก้ไขได้ง่ายกว่า แต่การแก้ไขปัญหา เป็นเพียงบรรเทาปัญหาไม่ให้เกิดขึ้นชั่วคราวเท่านั้น แต่ปัญหาระหว่างทาง ย่อมหาแนวทางอื่นๆสร้างปัญหา ไปสู่ปลายทางอีกครั้ง 

การป้องกัน คือ การวางแผนไม่ให้เกิดปัญหา หรือไม่ให้มีปัญหาเกิดขึ้นที่ต้นทาง หรือ ต้นเหตุ 

การแก้ไข คือ การวางแผนที่แก้ที่ปลายเหตุ เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นชั่วขณะ 

การแก้ไขที่ต้นเหตุ จึงเป็นการแก้ไขที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก นั่นเอง 

ดังนั้นในการวางแผนโครงการใดๆ ต้องวิเคราะถึงปัญหา ตั้งเป็นสมมุติฐานความล้มเหลว ที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต มีสมมุติฐานหลายๆแนวทาง ยิ่งมาก ยิ่งดี เพราะเมื่อเกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ทันถ่วงทีนั่นเอง
และการสร้างกฏเกณฑ์ ควบคุมเอาไว้ไม่ให้เกิด หรือ เรียกง่ายๆว่าแผนป้องกัน ตัวอย่าง เช่น แผนเผชิญเหตุต่างๆ ของหน่วยงาน  เป็นต้น

การโต้แย้ง โต้เถียง แนวทางการแก้ปัญหา ของทุกปัญหา นั้นย่อมมีเหตุผลของปัญหา 
แต่เหมือนการแก้ปัญหา แบบกำปั้นทุบดิน.เพราะไม่เข้าใจถึง ต้นเหตุ และ ปลายเหตุ


อาการทางจิตที่ต้องบำบัด

จุดเริ่มต้นของอาการทางจิต

ต้นทุนตั้งแต่เกิด สิ่งแวดล้อม มีความสำคัญ ต่อจิตของคน ที่จะทำให้ แสดงออกมาทางด้านความคิด การกระทำ ของแต่ละคน และบางคนจะมีความจำทึ่ฝังลึกอยู่ในจิต ต่อสิ่งที่มีผลลบต่อตนเอง เป็น"ปมด้อย" เมื่อไม่ได้รับการบำบัดตั้งแต่ต้น จะเกิดการพัฒนาไปถึงจุดที่ต้องการแสดงออก

บางคนจะเกิดอาการซึมเศร้า รู้สึกว่าตนเองต่ำต้อยกว่าคนอื่น ชอบที่จะอยู่ตามลำพังคนเดียว ไม่เข้าสังคมกับคนอื่น จนถึงขั้นการคิดฆ่าตัวตาย แต่ละคนจะแสดงออกมา เป็นการกระทำในรูปแบบที่ต่างกัน เช่น เป็นคนอ่อนแอ อ่อนไหวง่าย   บางคนมีอาการที่แสดงออกเป็นคนก้าวร้าว รุนแรง ดุร้าย โกรธ โมโหง่าย จนถึงขั้นทำร้ายคนอื่น  คนเหล่านี้มีความคิดทางด้านลบต่อคนอื่นหรือสังคม.. สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากจิตที่ฝังลึกเก็บกดเอาไว้นาน.. จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้..จนเกิดอาการที่คนทั่วๆไป เรียกว่า "คนบ้า" หรือ เรียกว่า คนที่มีอาการผิดปกติทางจิต.

สิ่งเรานี้ล้วนต้องได้รับการบำบัด ทางการแพทย์ใช้ยากดปราสาท เพื่อบังคับเอาไว้ ไม่ให้เกิดอาการจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้.. แต่อาการเหล่านี้ ไม่หายขาดต้องใช้ยา อยู่ตลอดเวลา แต่การรักษาอาการทางจิตที่ดีที่สุด คือให้มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ เพื่อทำให้มีความเชื่อและเปลี่ยนความคิด.. ธรรมะ คำสอนในพุทธศาสนา เป็นยาที่วิเศษที่สุดที่สามารถรักษาอาการทางจิตให้หายขาดได้.. การฝึกทำสมาธิ เพื่อให้จิตสงบ..

ดังนั้น การรักษา คือ เปลี่ยนความเชื่อ ความคิดทางด้านลบ ด้วยการฝึกสมาธิ รักษาศีล เพื่อพัฒนาจิตและความคิดให้เป็นบวก ต่อคนอื่น และสังคม.. อาการทางจิตที่เป็น "ปมด้อย" จะมีการพัฒนาที่เป็นการกระทำไปเรื่อยๆที่ตนเองไม่รู้ตัว จนเกิดเป็นความเคยชิน..

ปมด้อย เริ่มต้นจากวัยเด็ก

ความรู้สึกต่ำต้อยที่ไม่ด้อยค่า

ความรู้สึกต่ำต้อย รู้สึกว่าไม่เก่ง ไม่ได้เป็นเรื่องที่ฉุดให้ชีวิตตกต่ำ และไม่ได้เป็นปมที่กดชีวิตให้ย่ำแย่อย่างที่คนหลายคนเข้าใจ

เป็นเรื่องธรรมดาที่บางช่วงของชีวิต ลูกเราจะมีความรู้สึกว่า เค้าด้อย เก่งไม่พอ สู้เพื่อนไม่ได้  นักจิตวิทยา Alfred Adler (1870-1937) เคยกล่าวไว้ว่า ความรู้สึก"ด้อย"ไม่ได้เป็นปมด้อยเลย แถมยังเป็นตัวผลักดันให้ก้าวหน้าเสียอีก ความรู้สึกต่ำต้อย หลายครั้งเป็นตัวผลักดันให้ คนเราลุกขึ้นสู้ หาทางแก้ และอดทนให้ชีวิตดีกว่าเดิม

ความรู้สึกด้อย (Inferiority feeling) คืออารมณ์ปกติมนุษย์ ตอนเราเป็นเด็ก เราอยากตัวสูงเหมือนผู้ใหญ่ อยากเป็นหมอ อยากเป็นต่างๆ นานา บางครั้งเรารู้สึก "ด้อย"ที่ตัวไม่สูง ยังไม่แข็งแรงก็พยายามเล่นกีฬา มีพลัง มีความหวังว่าสักวันจะทำได้ จึงมีการต่อสู้ เราเอาชนะความกลัว และพัฒนาตัวเองมากขึ้นทุกวัน ๆ ความรู้สึกด้อยหากได้รับการผลักดันอย่างถูกวิธีจะเป็นตัวสร้างพลังบวก เสริมความก้าวหน้าในชีวิตได้ เด็กจะต้องการเรียน มีคำถามสงสัย และให้ความร่วมมือกับคุณครู

ตรงข้ามกับการมีปมด้อย (Inferiority Complex) ปมด้อย เกิดจากความซับซ้อนของปัญหาในชีวิต บางครั้งเกิดการใช้ชีวิตไม่มีคุณค่ามาเป็นเวลานาน หรือนิยามคำว่า "ความสุข" ตื้นเกินไป เด็กจะมีอาการเก็บตัว ไม่ให้ความร่วมมือ และไม่ต่อสู้ ต้องการคำยกยอปอปั้น และขี้เกียจ

การเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง ความต้องการให้ลูกมี "ความสุข" กับความต้องการให้ลูกใช้ชีวิตที่มีความหมาย แตกต่างกันมาก ทั้งแนวทางการสอน และการดำเนินชีวิต ชีวิตที่มีความสุข (Happy Life) ความสุขเกิดขึ้นเป็นพัก ๆ ได้เที่ยวก็ร่มรื่นหัวใจ อยากไปอีก พอไม่ได้ไปความสุขก็หายไป

แต่ชีวิตที่มีความหมาย คือความสุขที่ลึกลงไป ชีวิตแบบนี้ได้ความเก่ง ได้ทักษะในการเดินไปข้างหน้า มีเป้าหมายชัดเจน และมีใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ จึงทำให้เด็กที่ใช้ชีวิตมีค่า สามารถสร้างความวิเศษ (transcendence) ให้กับโลกของเรา จากความสามารถของตนเอง

ชีวิตที่มีความหมายควรประกอบไปด้วย

1. ความรู้สึกเข้าถึงสิ่งที่ทำ (Belonging) มีการฝึกปรือจนเชี่ยวชาญ เกิดความผูกพันธ์

2. มีเป้าหมายที่ชัดเจน (purpose) พร้อมมีเหตุผลรองรับ เช่น อยากเรียนบริหาร เพราะต้องการเก่งเหมือน.

3. ประสบการณ์ ที่ได้จากการฝึกฝน (transcendence) หรือ "มีของ" ซึ่งเป็นความพิเศษที่ได้มาจากการฝึกฝน อดทนต่อสู้ สั่งสมมาในชีวิต เด็กที่ไม่เคยฟันฝ่ากับการเรียน จะให้สอบเข้าคณะคะแนนสูงต้องได้รับการฝึกความคิดเป็นอย่างมาก และก็ควรให้เค้าเริ่มต่อสู้ ไม่ใช่แนะนำ โดยการสร้างปมด้อย เช่น "เราหัวไม่ดี อย่าสอบเลย"

4. มีการพูดคุยกัน (story telling) การได้คุยแลกเปลี่ยนความคิดประสบการณ์ เมาท์มอยกันระหว่างครอบครัว เป็นการคุยเล่นเชิงสร้างสรรค์ที่พ่อแม่สามารถผลักดันคำติเชิงสร้างสรรค์เพิ่อใช้พัฒนาลูกได้

ความรู้สึกด้อย คือ กระบวนการหนึ่งของการวิเคราะห์ของมนุษย์ ว่าเรายอมรับความจริง และเราต้องการเดินไปข้างหน้า ดังนั้นจึงพร้อมสู้ โดยหาตัวช่วย เด็กเรียนเก่ง มักเป็นเด็กที่ชอบมานั่งระบายความทุกข์กับคุณครูที่กำลังช่วย แต่สิ่งที่อันตรายคือ เด็กมีปมด้อย คือ เด็กที่ไม่พร้อมสู้ ไม่พร้อมแก้ ไม่อยากได้ยินคำสอนใด ๆ อีก เพราะมองว่านั่นคือคำซ้ำเติม กดปมด้อยให้หนักเข้าไปอีก สิ่งที่ช่วยได้ คือ การให้กำลังใจ อย่างจริงใจ ชมจุดเด่นของเด็กจากความจริง

ตามหลักจิตวิทยาของ Alfred ได้แบ่งลักษณะวัยรุ่นมี 4 ลักษณะคือ

1. ruling คือ เด็กที่ชอบควบคุม จึงกลายเป็นคนตามใจตัวเอง เมื่อประสบปัญหา จะกลายเป็นคนก้าวร้าว ดื้อเงียบ

2. leaning คือ เด็กที่ชอบพึ่งพาคนอื่น หากมีปัญหา จะกลายเป็นคนไม่มั่นใจ อ่อนไหวง่าย

3. avoiding คือ เด็กที่ชอบหนีปัญหา เมื่อหนีมาก ๆ เข้า จะทำให้เป็นคนเก็บตัว ซ่อนเร้นปัญหา จนกลายเป็นคนเครียด

4. Socially useful คือ เด็กที่มีประโยชน์ต่อสังคม ช่างซักช่างถาม ชอบการคิดแก้ไข เรียนรู้สิ่งใหม่ คนแบบนี้คือ คนสุขภาพจิตดี ไม่อวดเก่ง แต่มั่นใจ จึงพร้อมต่อสู้ และมีพลังชีวิตเหลือเฟือ

มาช่วยเติมเต็มพลังชีวิตให้ลูกหลาน ผลักดันให้หลุดจากความด้อย กลายเป็นความหวัง

หันกลับมามองตนเอง

พิจารณาตนเอง ว่าเราผ่านพ้นอาการทางจิตแล้วหรือยัง... เมื่อเริ่มมีความ "คิดบวก" อาการทางจิตเริ่มบรรเทาเบาบางลงไป.. 

รู้สึกเกิดความสงสาร เมตตา ต่อคนอื่น ที่มีความเดือดร้อน ตกทุกข์ได้ยาก อยากทำบุญ สร้างกุศล ให้กับตนเองและผู้อื่นอยู่เป็นประจำ.. อาการทางจิตเริ่มได้รับการบำบัดจนหายแล้ว และจะพัฒนา ไปสู่อีกจุดหนึ่งที่เรียกว่าเริ่ม "รู้แจ้ง เห็นจริง" หรือสัจจธรรมของคน เข้าใจในบางสิ่ง บางอย่าง ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตตนเองมากขึ้น และเข้าใจในความคิดอ่านจิตใจของผู้อื่น จากอาการที่แสดงออกมาทั้งคำพูดหรือการกระทำ

อาการทางจิตที่ต้องเริ่มต้นบำบัดไม่ให้เกิดอาการมากไปกว่าเดิม

การควบคุมอารมณ์ รู้สึกโกรธง่าย การใช้คำพูดด้วยถ้อยคำหยาบคาย ดุด่า ว่าร้าย คนอื่นจนติดเป็นนิสัย และจะแสดงต่อคนอื่นเมื่อไม่ชอบ ไม่คล้อยตามความคิดหรือการกระทำของตนเอง เป็นสาเหตุพัฒนาให้เกิดเป็นอาการทางจิตไปทางลบเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ... ทบทวนสำรวจตนเอง..ตั้งแต่วันนี้.

เริ่มต้นการรักษาอาการทางจิต.ด้วยการคิดบวก..ฝึกสมาธิ..

ธรรมะ คือ.ยาวิเศษ.ที่สามารถรักษาอาการทางจิตให้หายขาดได้.

วันพฤหัสบดีที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2563

ปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้




การปฏิรูป...ต้องเริ่มที่ตัวเอง



นักปราชญ์ชาวกรีกได้กล่าวไว้เมื่อ 2,000 ปีก่อนว่า

“สิ่งที่ยากที่สุดในชีวิตมนุษย์เรา คือ การมองเห็นความบกพร่องของตนเอง จึงเสนอแนะให้ทุกคนที่ชอบมองเห็นความผิดของผู้อื่น นำความผิดผู้อื่นมาตรวจสอบพฤติกรรมของตนเอง และแก้ไขสิ่งนั้นก่อนที่จะตำหนิผู้อื่น เท่านี้ก็จะทำให้โลกอยู่ร่วมกันด้วยสันติสุข”

“ซุนหวู” นักปราชญ์ชาวจีนก็กล่าวในลักษณะคล้ายกันว่า

“หากท่านรู้ว่าท่านและผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านมีขีดความสามารถในเรื่องใดและไม่มีขีดความสามารถในเรื่องใด รบร้อยครั้ง ท่านชนะร้อยครั้ง หากท่านรู้ขีดความสามารถของท่านเอง แต่ไม่รู้ขีดความสามารถของผู้ใต้บังคับบัญชา ท่านรบชนะหนึ่งครั้ง แพ้หนึ่งครั้ง แต่หากท่านไม่รู้ทั้งขีดความสามารถของท่านเองและผู้ใต้บังคับบัญชา รบกี่ครั้งท่านก็จะปราชัยทุกครั้งไป”

สำหรับประเทศไทยของเรา เมื่อมีการจัดสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 3 เมื่อปี 2551 ผู้เข้าร่วมประชุมได้กำหนดปฏิญญาคุณธรรมซึ่งเป็นพันธสัญญาร่วมกันเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติว่า

“เราทุกคนจะตั้งใจพัฒนาตนเอง โดยการสำรวจระดับคุณธรรมในตนเอง กำหนดวิธีการพัฒนาตนเอง มุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยน และพัฒนาตนเองให้เป็นคนดี มีวินัย เป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ของชุมชน และของประเทศชาติ”

จากแนวคิดที่นำเสนอมาอาจสรุปได้ว่า “การปฏิรูป” ซึ่งพจนานุกรมให้ความหมายว่า “การปรับปรุงให้สมควร” ไปสู่ความปรองดองที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ “ต้อง” เริ่มต้นที่ “ตัวเอง” โดยคนไทยทุกคนสำรวจตัวเองว่า การกระทำใดๆ ที่เคยปฏิบัติมาแล้ว ถ้ามีส่วนทำให้เกิดข้อขัดแย้งในชาติ “ต้องหยุด” กระทำทันที

แม้กระทั่งการวิพากษ์ วิจารณ์ การเสนอข่าวเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งที่รู้จริงและฟังเขาเล่ามา ก็ควรจะระงับเสียบ้าง เพราะการกล่าวหากันไปมา เท็จบ้าง จริงบ้าง จะยิ่งทำให้เกิดข้อขัดแย้งแบ่งฝ่ายมากขึ้น ถ้าคิดว่า สิ่งที่ตนรู้จะเป็นประโยชน์ในการแสวงหาข้อเท็จจริง ก็สมควรเสนอข้อมูลให้คณะกรรมการที่รัฐบาลตั้งขึ้นจะดีกว่าเสนอข่าวผ่านสื่อเพื่อประโยชน์ของตนเอง แต่บ้านเมืองเสียหาย สื่อมวลชนเองก็ไม่ควรยอมให้ตกเป็นเครื่องมือของคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จากการทำสงครามข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์ของตนเอง ด้วยการเสนอข่าวใดๆ ที่อาจจะทำให้เกิดข้อขัดแย้งหรือความเข้าใจผิด

สำหรับเกณฑ์ว่า สิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ น่าจะยึดถือปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 28 อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ

“บุคคลย่อมอ้างศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือใช้สิทธิและเสรีภาพของตนได้เท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐธรรมนูญ หรือไม่ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน”

ถ้าทุกคนช่วยกันทำตามที่กล่าวมานี้ สภาพเหตุการณ์ความขัดแย้งและการใช้ความรุนแรง ทั้งกาย วาจา ใจ และการกระทำอย่างที่เคยเกิดขึ้น ก็จะบรรเทาเบาบางลง และก้าวไปสู่การปรองดองได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นปกครอง (Elite) ที่มีสิทธิให้ความเห็นสื่อประเภทต่างๆ และมีอิทธิพลต่อความคิดของคนในชาติ ต้องระมัดระวังมากกว่าผู้อื่น โดยจะพูดจาอะไร “ต้องคิดก่อนพูด” ในส่วนของรัฐบาล เมื่อทบทวนปรากฏการณ์ที่ผ่านมาคงต้องยอมรับว่า กลไกการบริหารประเทศที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน “มีปัญหา” เพราะการบริหารของรัฐบาลที่ผ่านมา 3 ชุด ตั้งแต่รัฐบาลคุณสมัคร รัฐบาลคุณสมชาย และรัฐบาลคุณอภิสิทธิ์ ได้เกิดข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ว่า ไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งของชนในชาติได้ ทั้งสามชุด อาจเป็นเพราะรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ให้สิทธิประชาชนไว้มาก ประชาชนจึงมีความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการมาก ในขณะที่กลไกของรัฐปรับตัวช้าไม่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ตามที่คาดหวัง ทำให้เกิดเงื่อนไข ซึ่งตรงตามหลักการก่อการร้ายที่เขียนไว้ว่า “สภาวะที่เป็นอยู่ ไม่สอดคล้องกับสภาวะที่ต้องการจะเป็น” เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งหยิบเรื่องนี้มาเป็นเงื่อนไขในการก่อความไม่สงบ จึงเกิดความรุนแรงได้ง่าย ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรกระทำ คือ ปฏิรูประบบบริหารงานภาครัฐให้สามารถตอบโจทย์ที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา 78 “แนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน”ดังนี้

“รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ดังต่อไปนี้

(1) บริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปเพื่อการพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศอย่างยั่งยืน โดยต้องส่งเสริมการดำเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติในภาพรวมเป็นสำคัญ

(2) จัดระบบการบริหารราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ให้มีขอบเขต อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบที่ชัดเจนเหมาะสมแก่การพัฒนาประเทศ และสนับสนุนให้จังหวัดมีแผนและงบประมาณเพื่อพัฒนาจังหวัด เพื่อประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่

(3) กระจายอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นพึ่งตนเองและตัดสินใจในกิจการของท้องถิ่นได้เอง ส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ พัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่นและระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานสารสนเทศในท้องถิ่น ให้ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทั่วประเทศ รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้น

(4) พัฒนาระบบงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพ คุณธรรม และจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐควบคู่ไปกับการปรับปรุงรูปแบบและวิธีการทำงาน เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมให้หน่วยงานของรัฐใช้หลักการกิจการบ้านเมืองที่ดีเป็นแนวทางในการปฏิบัติราชการ

(5) จัดระบบงานราชการและงานของรัฐอย่างอื่น เพื่อให้การจัดทำและการให้บริการสาธารณะเป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชน

(6) ดำเนินการให้หน่วยงานทางกฎหมายที่มีหน้าที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐตามกฎหมายและตรวจสอบการตรากฎหมายของรัฐ ดำเนินการอย่างเป็นอิสระ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามหลักนิติธรรม

(7) จัดให้มีแผนพัฒนาการเมือง รวมทั้งจัดให้มีสภาพัฒนาการเมืองที่มีความเป็นอิสระ เพื่อติดตามสอดส่องให้มีการปฏิบัติตามแผนดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

(8) ดำเนินการให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเหมาะสม”

ในข้อเท็จจริงสาระที่บัญญัติไว้นี้ นำมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 75 มาตรา 76 มาตรา 77 และมาตรา 78 เพียงแต่เขียนใหม่ให้ชัดเจนเป็น 8 ข้อ และเพิ่มเติมแนวทางการปฏิบัติ ได้แก่ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี และการพัฒนาระบบราชการ

เมื่อรัฐบาลชุดปัจจุบันเข้ารับหน้าที่ ได้เขียนแผนบริหารราชการแผ่นดิน ระบุหลักสำคัญ 4 ประการ โดยประการที่สี่ คือ พัฒนาประชาธิปไตยและระบบการเมืองให้มีความมั่นคง มีการปฏิบัติตามกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค เป็นธรรม และเป็นที่ยอมรับของสากล

แต่ถ้าประเมินกันในมิติของผลสัมฤทธิ์แล้ว รัฐบาลคงต้องยอมรับว่า หนึ่งปีครึ่งที่รัฐบาลบริหารประเทศมา ยังไม่สามารถพัฒนาระบบการบริหารประเทศให้เป็นไปตามที่รัฐบาลตั้งใจไว้ ผลงานของรัฐบาลจึงไม่มีความแตกต่างจากรัฐบาลชุดก่อนๆ โดยไม่สามารถแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองได้เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ เพราะรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา “ไม่กล้า” กวดขันการปฏิบัติของส่วนราชการต่างๆ ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ซึ่งมีแนวทางการปฏิบัติที่จะตอบโจทย์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 78 ได้ทุกข้อ นอกจากนั้น ยังไม่พยายามกวดขันปราบปรามมิให้เกิดการทุจริตและประพฤติมิชอบอย่างจริงจัง จนทำให้มีเรื่องอื้อฉาวเกี่ยวกับการคอร์รัปชันตลอดเวลา ทั้งในระดับรัฐมนตรีที่กำหนดนโยบายและข้าราชการประจำในฐานะผู้ปฏิบัติ โดยที่ไม่สามารถหาตัวผู้กระทำผิดเอามาลงโทษได้

ทั้งหมดนี้เกิดจากการที่รัฐบาลละเลยการน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาเป็นหลักในการบริหารราชการแผ่นดิน จึงทำให้ข้าราชการขาดจิตสำนึกในการปฏิบัติตนตามรอยเบื้องพระยุคลบาทในเรื่องคุณธรรมความดี เช่น การรักชาติ รักแผ่นดิน ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์สุจริต ความรับผิดชอบต่อหน้าที่

ดังนั้น การที่จะรอให้คณะกรรมการชุดต่างๆ เสนอแนะการปฏิรูปการบริหารของรัฐบาลนั้นอาจช้าเกินไป รัฐบาลต้องเริ่มตรวจสอบและปฏิรูปตนเองก่อน จะได้เป็นแบบอย่างของผู้อื่นในการปฏิรูปประเทศด้วย

การที่จะรอให้คณะกรรมการชุดต่างๆ เสนอแนะการปฏิรูปการบริหารของรัฐบาลนั้นอาจช้าเกินไป รัฐบาลต้องเริ่มตรวจสอบและปฏิรูปตนเองก่อน

โดย...พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

เครดิต ที่มา : https://www.posttoday.com/politic/report/39119

ปฏิรูปตนเอง