ประชาสัมพันธ์ ▶ ปฏิรูปตนเองก่อน ปฏิรูปสิ่งอื่น คิดบวก "คิดดี พูดดี ทำดี" ยุคของการเปลี่ยนแปลง คนดี ได้รับการยกย่อง คนชั่ว คนเลว ปรากฏให้เห็นและจะถูกกำจัด

วันเสาร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2563

การโต้แย้งอย่างมีอารยะ

บอกกล่าวกันอีกครั้ง เนื่องมาจากอุณหภูมิในการแลกเปลี่ยนทางการเมืองกำลังร้อนแรง

ในเรื่องของการเมือง แน่นอนว่า “ความเห็นต่าง” ย่อมเป็นเรื่องปกติ และเกิดขึ้นได้ในทุกๆหัวข้อของการพูดคุย

“ความเห็นต่าง” นำมาซึ่งการโต้ตอบ แลกเปลี่ยน ถกเถียง หาข้อสรุป เพื่อการพัฒนาและอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างปกติ

แต่นี่คือทฤษฎี ไม่ใช่โลกของการโต้ตอบกันเรื่องการเมือง แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

โดยเฉพาะในโลกโซเชี่ยล ที่บางครั้งรุนแรงกันถึงขั้นด่าทอกันหยาบคายด้วย Hate Speech โดยไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาสาระที่เป็นประเด็นเลยด้วยซ้ำ

ขอให้เป็นเรื่องของฝ่ายที่เราไม่ชอบ เราพร้อมจะด่าในทันที แบบไม่ต้องมองถึงเหตุผล หรือในบางครั้ง ยังไม่ทันได้อ่านหรือฟังเนื้อหาทั้งหมดเลยด้วยซ้ำ (ไม่ต้องแย่งกัน มีทุกฝ่าย)

ยังดี ที่ในเพจ “กระจ่าง – The Enlightener” เอง แทบไม่ปรากฏการด่าทอกัน อาจมีถกเถียงกันบ้างเล็กน้อย แต่ก็จบลงได้ ต้องขอขอบคุณชาวกระจ่างมา ณ ที่นี้

อย่างไรก็ตาม เรามาดูกันว่า ในการโต้ตอบกันในประเด็นใดประเด็นหนึ่งนั้น มีแบบไหนบ้าง และตัวเราเอง อยู่ในแบบไหน ซึ่งถือว่าเป็นการโต้ตอบที่เหมาะสมหรือไม่

รวมไปถึงเรื่องของ “Fact vs Truth vs Opinion” หรือ “ข้อเท็จจริง ความจริง ความคิดเห็น” เพื่อนำมาเป็นประโยชน์ในการแลกเปลี่ยนกัน และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ แม้จะมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน

ในโลกโซเชี่ยลนั้น เปลี่ยนการใช้เว็บไซต์แบบเดิมที่มีเฉพาะการเขียนของผู้สร้างเว็บไซต์เท่านั้น ไปเป็นการสนทนา แสดงความคิดเห็นโต้ตอบกันได้

หลายคนตอบสนองต่อสิ่งที่ไม่เห็นด้วย การเห็นด้วยมีแนวโน้มที่จะกระตุ้นให้คนได้น้อยกว่าการไม่เห็นด้วย และเมื่อคุณเห็นด้วยก็จะพูดน้อยลง คุณอาจขยายความบางอย่างของคู่สนทนาซึ่งอาจมีความชัดเจนในตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าคุณไม่เห็นด้วย นั่นหมายถึงคุณกำลังก้าวเข้าสู่ดินแดนที่คู่สนทนาไม่เคยเข้าถึงมาก่อน

ผลที่ได้มันมากกว่าความไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าวัดจากคำที่ใช้ มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนรับได้กับความเกรี้ยวกราดนั้น โครงสร้างในการสื่อสารที่เปลี่ยนไปเพียงพอที่จะทำให้คิดได้ ไม่ใช่ในทางที่ความไม่เห็นด้วยจะมีน้ำหนักขึ้น แต่เป็นความอันตรายที่จะทำให้คนอื่นโกรธยิ่งขึ้น ในโลกออนไลน์ มันง่ายที่เราจะแสดงความเห็นออกไปในสิ่งที่เราจะไม่แสดงออกแบบตัวต่อตัว

หากเราจะแสดงความไม่เห็นด้วย เราควรระมัดระวังให้ดี การไม่เห็นด้วยหมายความว่าอย่างไร คนส่วนใหญ่สามารถแยกแยะได้ระหว่างการด่ากราดและการหักล้างประเด็นหลักด้วยเหตุผล แต่มันมีระดับต่างๆระหว่างนั้นด้วย

ดังนั้น ระดับของความไม่เห็นด้วย มีดังนี้

Level 0: Name-calling หรือ เรียกฉายา / ด่าโดยไม่ให้เหตุผล

เป็นวิธีโต้ตอบขั้นล่างที่สุด ไม่ต้องคิดเหตุผลอะไร ด่ากันไปเลย ซึ่งการด่านั้นไม่ได้มีเฉพาะคำหยาบคายเท่านั้น บางคนใช้คำสุภาพก็จริง แต่เป็นการด่าโดยที่ไม่ได้โต้แย้งที่เหตุผลเช่นกัน เช่น บิดาสิ้นชีพ โถ...ไอ้/อีอ้วน หรือ เหี้ยเอ๊ย! สัส เป็นต้น โดยที่ไม่ได้บอกเหตุผลข้อการเห็นแย้ง (ขออภัยที่ใช้คำไม่สุภาพ แค่ต้องการอธิบาย)

Level 1: Ad Hominem หรือ โจมตีที่ตัวบุคคล

เป็นวิธีโต้ตอบที่ยกระดับมาจากการด่ากราดเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ได้ใช้เหตุผลในการโต้ตอบ ใช้การโจมตีที่คุณลักษณะส่วนบุคคลของคู่สนทนา โดยการด้อยค่าหรือยกเอาเหตุการณ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นมาโจมตีคู่สนทนา เช่น อายุแค่นี้จะไปรู้เรื่องอะไร เป็นนักเรียนมีหน้าที่เรียนก็เรียนไป ทีตอนนั้นไม่เห็นออกมาด่าบ้าง แก่ก็อยู่ส่วนแก่ไปสิ เป็นต้น

นอกจากนี้ การแสดงความเห็นที่แบ่งแยกความคิดไว้ก่อนแล้ว ว่าคนแบบนี้กลุ่มนี้จะต้องคิดไปในทางไหน เช่น ก็นายมันสลิ่ม ก็แกมันติ่งส้มเน่า เป็นต้น โดยที่ไม่ได้โต้แย้งกันด้วยเหตุผลว่าที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้น เพราะเหตุผลใด ก็นับอยู่ใน Level นี้เช่นกัน

(บางครั้งนอกจากแบ่งแยกแล้ว ถ้ามีการเหยียดหรือ Hate Speech ด้วย อาจตกไปอยู่ใน Level 0 และถึงแม้ว่ายกเหตุผลมาด้วยก็ตาม แต่ทางเพจก็ขอรณรงค์ให้งดใช้คำเหล่านี้ เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน, แอดมิน)

Level 2: Responding to Tone หรือ วิจารณ์โทน/น้ำเสียงการสนทนา

เป็นวิธีโต้ตอบที่เข้าสู่สิ่งที่อีกฝ่ายพูดหรือเขียนแล้ว แต่โต้ตอบที่น้ำเสียงหรือวิธีการนำเสนอ ไม่ได้โต้แย้งที่เหตุผลของประเด็นที่กำลังคุยกัน เช่น นาย A ปราศรัยแบบดุดันก้าวร้าว สิ่งที่พูดจึงเชื่อถือไม่ได้ เป็นต้น

Level 3: Contradiction หรือ แสดงความไม่เห็นด้วย (เฉยๆ)

เป็นวิธีโต้ตอบระดับแรกที่อยู่ในเนื้อหาสาระที่ไม่เห็นด้วย แต่เป็นการโต้ตอบที่ยังไม่ได้มีข้อมูลเหรือเหตุผลเพื่อสนับสนุนความคิด

ยกตัวอย่างเช่น เรื่อง “ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมมากขึ้น” แล้วแสดงความเห็นโต้ตอบแค่ว่า “ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะแก้ไปทำไม” โดยไม่ได้ให้เหตุผลอะไรเพิ่ม เป็นต้น

Level 4: Counterargument หรือ โต้แย้ง

เป็นวิธีโต้ตอบระดับแรกที่มีการใช้เหตุผลประกอบ เพื่อสนับสนุนความคิดที่ไม่เห็นด้วยกับประเด็น

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “ไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

Level 5: Refutation หรือ หักล้าง

การโต้ตอบระดับนี้ จะนำความเห็นของคู่สนทนามาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ถูกร่างขึ้นมาจากผู้มีความรู้ความสามารถ และได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนมาโดยตลอด จึงไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

Level 6: Refuting the Central Point หรือ หักล้างที่ประเด็นหลัก

การโต้ตอบระดับสูงสุดนี้ จะจับประเด็นทั้งหมดของคู่สนทนามาตีความว่าต้องการจะสื่อถึงอะไร แล้วจึงมาจับประเด็นว่าผิดอย่างไร พร้อมอธิบายเหตุผลชัดเจน

ยกตัวอย่างเดิมแบบข้างต้น โดยแสดงความเห็นโต้ตอบว่า “การทำให้รัฐธรรมนูญ ได้เป็นข้อตกลงร่วมกันระหว่างรัฐกับประชาชนทุกคนเป็นเรื่องที่ถูกต้องตามหลักการของประชาธิปไตย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ได้ถูกร่างขึ้นมาจากผู้มีความรู้ความสามารถ และได้เปิดรับฟังความเห็นของประชาชนมาโดยตลอด จึงไม่เห็นด้วยที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ผ่านการลงประชามติมาแล้ว” เป็นต้น

(ข้างต้นแค่ยกตัวอย่าง ไม่ได้บอกว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญนะ)

ในส่วนของ ข้อเท็จจริง (Fact) vs ความจริง (Truth) vs ความคิดเห็น (Opinion)

ข้อเท็จจริง (Fact) หมายถึง ข้อความแห่งเหตุการณ์ที่เป็นมาหรือเป็นอยู่ตามจริง ข้อความหรือเหตุการณ์ที่ต้องวินิจฉัยว่าเท็จหรือจริง เป็นเรื่องที่สามารถพิสูจน์ได้ เป็นสิ่งที่ทุกคนเห็นพ้องต้องกัน

ความจริง (Truth) หมายถึง สิ่งที่เป็นจริงในช่วงเวลาหนึ่ง ในบางบริบท หรือในบางสถานที่ ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเท็จได้อย่างแท้จริง

ความคิดเห็น (Opinion) หมายถึง ความรู้สึกหรือมุมมองของผู้ส่งสารต่อบางสิ่งหรือบางคน ซึ่งแปรผันไปตามความรู้สึก ความคิด มุมมอง ความต้องการ ทัศนคติ ประสบการณ์ ความเข้าใจ ความเชื่อ

ถ้าจะให้แยกตามนิยาม เราคงสามารถแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความคิดเห็น” ได้โดยง่าย แต่สำหรับ “ความจริง” นั้น อาจเป็นเรื่องของมุมมองต่อสิ่งที่กำลังถกเถียงกันอยู่ด้วย “ความจริง” จึงเป็นกึ่ง “ความคิดเห็น” แต่มีหลักฐานหรือข้อมูลประกอบ

ยกตัวอย่าง เช่น “บทเฉพาะกาลในรัฐธรรมนูญ 60 ให้อำนาจ ส.ว. 250 คน เลือกนายกรัฐมนตรีได้” อันนี้เป็น “ข้อเท็จจริง” เพราะตัวบทกฎหมายระบุไว้แบบนั้นจริงๆ

“รัฐธรรมนูญ 60 มีความเหมาะสมแล้ว” อันนี้เป็น “ความคิดเห็น” เพราะบางคนก็เห็นว่าเหมาะ จากข้อมูลที่ตัวเองมี และบางคนก็เห็นว่าไม่เหมาะ จากข้อมูลที่ตัวเองมีเช่นกัน

ส่วน “ความจริง” อาจเป็นบริบท เช่น “รัฐธรรมนูญ 60 ได้รับความเห็นชอบจากประชาชน” ซึ่งถ้ามองในแง่ของการจัดให้มีประชามติก็จะได้คำตอบแบบหนึ่ง แต่ถ้ามองในแง่ของการรณรงค์รับร่างก็อาจได้คำตอบอีกแบบหนึ่ง

***ย้ำอีกครั้งว่านี่เป็นการยกตัวอย่าง

ได้ทราบกันไปแล้วถึงการโต้ตอบในแต่ละระดับ และความแตกต่างระหว่าง ข้อเท็จจริง ความจริง และความคิดเห็น

จะเห็นได้ว่าในเรื่องประเด็นเดียวกัน การใช้วิธีการในระดับที่ไม่เหมือนกัน ส่งผลลัพธ์ต่อความเข้าใจที่แตกต่างกันด้วย

อย่างที่ทางเพจได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่าอย่าใช้ Hate Speech หรือคำที่แบ่งแยกทางความคิดก็ด้วยสาเหตุนี้

ไม่ว่าเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยในเรื่องของการเมือง แต่เราก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมให้ได้ การโต้ตอบจึงควรที่จะมุ่งการยอมรับฟัง การแสดงให้เห็นเหตุผลและเข้าใจกันได้ มากกว่าเป็นศัตรูกัน

ที่สำคัญคือ โต้ตอบกันบนพื้นฐานของเหตุผลและข้อมูล

และหลักดังกล่าว สามารถใช้ได้กับทุกเรื่อง ไม่ใช่เฉพาะกับเรื่องการเมือง ลองนำไปปรับใช้กันดู

Cr.ที่มา:#